๛๏ ล่องใต้เที่ยวชุมพร ๏๛
posted on 14 Feb 2008 21:27 by sutthaorn
แล้วชีพจรก็ลงเท้ามาอีกหน
เมื่อพ่อของหนู เป็นตัวตั้งตัวตีชวนเพื่อน เพื่อนไปเที่ยวบ้าน สาม ที่ชุมพร
ด้วยเหตุผลที่ว่า พ่อของหนูและเพื่อน เพื่อน เป็นชาวเพชรบูรณ์
ไม่ค่อยได้มีโอกาสเที่ยวทะเล พอมีโอกาสก็เลยอยากไปทะเลมาก
พวกเราออกจากกรุงเทพกันตั้งแต่ตี 4 ของ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 51
ไปกันทั้งหมด 10 คน 11 ชีวิต ( ก็มีหนูอยู่ในท้องแม่ไง ... )
กว่าจะไปถึงก็ประมาณบ่าย 2 บ้านสาม อยู่บริเวณ อ่าวสะพลี
เป็นบ้านกึ่งรีสอร์ทมีพื้นที่กว้างขวาง เต็มไปด้วยต้นไม้นานาพันธุ์ รอบ รอบ บ้าน
พ่อของสามอยู่คนเดียว จึงชอบเพาะต้นไม้แก้เหงา โดยเฉพาะ ต้นลีลาวดี มีมากมาย
ภายในบ้านสะดวกสบาย มีอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ต่าง อำนวยความสะดวก
ทะเลอยู่ห่างจากบ้านพักเพียงร้อยเมตร
เมนูวันแรก ก็มี ปูนึ่ง ปลาหมึกย่าง ปลาทูสดทอด และ ไข่เจียวใส่ไข่มดแดง
หลังจากกินกันอิ่มหนำสำราญ สาม ก็ขับรถพาพวกเราไปเที่ยวชมชุมพรยามค่ำคืน
เริ่มจากบริเวณที่ใกล้บ้านพัก คือ หาดทุ่งวัวแล่น
ซึ่งชาวต่างชาตินิยมมาพักผ่อนบริเวณนี้ มีร้านอาหาร ร้านค้า รีสอร์ท หลายแห่ง
หลังจากนั้น ก็ไปหย่อนเบ็ดตกปลา บริเวณ สำนักงานเทศบาลตำบลสะพลี
แต่เนื่องจากคลื่นลมทะเลพัดแรงมาก ก็เลยตกปลาไม่ได้สักตัว
พวกเราก็เลยเข้าตัวเมืองซึ่งอยู่ห่างจากบ้านพักประมาณ 15 กิโลเมตร
แวะซื้อของกิน กันที่ ถนน กรมหลวงชุมพร ฯ
บริเวณนี้ มีร้านอาหารหลายร้านเรียงรายอยู่ริมถนน
แต่อาหารที่มีเยอะมากที่สุด คือ ร้านผัดไท หอยทอด
จึงเดาเอาว่า น่าจะเป็นอาหารที่นักท่องเที่ยวนิยมทานในแถบนี้
ที่ติดใจก็คงจะเป็นร้านเครื่องดื่มรถเข็น ที่ชื่อ “ ร้านหอมหวล ”
พอดีเดินผ่านก็เลยซื้อ เพราะอยากกิน ชาเย็น
แต่ก็ต้องแปลกใจที่ ชาเย็นร้านนี้ มีสองสี คือ สีส้ม กับ สีน้ำตาล
เมื่อคนขายถาม ก็เลยลองสั่ง ชาเย็นสีน้ำตาล มากินดู เพราะไม่ค่อยเห็นใครขาย
ปรากฏว่า ถือถุงชาเย็นไปยังไม่ทันถึงรถ ก็ต้องกลับมาซื้ออีกรอบ
เพราะ เพื่อน เพื่อน มะรุมมะตุ้ม ดูดกันคนละจ๊วบสองจ๊วบ พร้อมกับชมว่า
- อร่อยจัง -
พอซื้อมาถุงที่สอง พ่อของลูกก็เลยชิงถือถุงชาเย็นเสียเอง
เพราะรอบแรกกินไม่หนำใจ ... เอิ๊ก เอิ๊ก
นอกจากนี้ ที่ชุมพร ก็ยังอยู่ในช่วง “ ชุมพรเกมส์ ”
เลยมีนักเรียนนักศึกษาจากทั่วประเทศมาแข่งกีฬากัน
ทำเอาพวกผู้ชาย กระดี๊กระด๊า กันเป็นพิเศษ
พอวันที่สอง พวกเราก็ไปกราบเสด็จพ่อกรมหลวงชุมพรกัน
คุณพ่อของหนูปลาบปลื้มใจเป็นพิเศษ
เพราะเสี่ยงเซียมซีออกมาแล้ว ดวงดีมีโชค
โดยเฉพาะเรื่องบุตร ที่ทำนายออกมาว่า จะได้ บุตร หรือ ธิดา ดังหวัง
แล้วพ่อหนู ก็อยากได้ ลูกชาย มาก ก็เลยคุยฟุ้งอวดเพื่อนเสียยกใหญ่
พอกราบท่านเสร็จแล้ว พวกเราก็ออกมาหาอะไรกินกันเพราะเริ่มหิว
ขับรถออกมานิดเดียว ก็เห็นมีร้านอาหารหลายร้านอยู่ริมทะเล เลยแวะร้านสุดท้าย
สั่งอาหาร มาสามอย่าง มีข้าวผัดปู ต้มยำทะเล และ ปูผัดผงกระหรี่
เครื่องดื่ม ก็มี น้ำเปล่า 1 ขวด และ เป็ปซี่ลิตร 1 ขวด น้ำแข็ง 1 ถัง
พอตอนจ่ายเงิน โอ้ ..... หยั่งกะโดนปล้นตอนกลางวันแสก แสก
จาก ข้าวผัดปู กับ ต้มยำทะเล ในเมนู เขียนไว้ ราคา 150 ทางร้านก็คิด 180 บาท
ปูผัดผงกระหรี่ ที่สั่งไป แต่ได้มา กลายเป็น ปูผัดวุ้นเส้น มีปูดำ อยู่ 3 ตัว
คะเนน้ำหนักไม่น่าจะถึงครึ่งโล ที่สำคัญ ไม่มีผงกระหรี่เลย แต่ใส่พริกไทยดำแทน
ราคาก็มหาโหดถีบตัวไปถึง จานละ 300 บาท
รวมเบ็ดเสร็จ มื้อนี้ อาหารสามอย่าง รวมกันเครื่องดื่ม เกือบ 800 บาท
แล้วที่ฉลาดกว่านั้น ก็คือ ตอนเก็บเงิน เจ้าของร้านไม่กล้ามาเก็บเงินเอง
แต่ใช้ให้ลูกสาวอายุประมาณ 8-9 ขวบ ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ เดินมาเก็บ
พวกเราก็ได้แต่มองหน้ากัน เพราะอึ้งกับพฤติกรรมของร้านนี้
ก็เดาว่า คงจะมีผู้โชคร้ายโดนอย่างเรามาหลายรายแล้ว
ถึงไม่ค่อยมีคนมากินที่ร้านนี้ ก็เลยไม่ได้ต่อว่าหรือโวยวายอะไร
เพราะเชื่อเหลือเกินว่าคนไม่ซื่อสัตย์ ทำมาหากินย่อมไม่เจริญ ...
ขากลับเลยแวะตลาดซื้อของสดมาทำกินกัน
ได้ หอยขาว กุ้ง ไข่แมงดา ทอดมัน รวมแล้ว ราคาถูกกว่ามื้อกลางวันเยอะเลย
กินอิ่มกันจนพุงกางอีกตะหาก ...
ตกกลางคืน พวกเราก็รวมแก๊งค์ไปจับ ปูลม กับ ปูหิน ที่ริมทะเลกัน
ตอนแรก แม่ก็ไม่อยากให้พ่อหนูไปจับหรอก เพราะมันบาป
แต่ก็คิดในแง่ดีว่า พ่อหนู ไม่ใช่มืออาชีพ คงจับได้ไม่กี่ตัวหรอก
เดี๋ยวจับมาแล้ว ก็จะประเหลาะให้พ่อหนูปล่อยไป ให้เค้าสนุกไปก่อน
แต่ปรากฏว่า พ่อหนู กับเพื่อน เพื่อน คงจะมีดวงทำชั่วขึ้น
ถึงจับปูมาได้เพียบเลย แถมมีแต่ตัวใหญ่ ใหญ่ บางตัวไข่เต็มท้อง
พอแม่เห็นก็เลยขอร้องให้ พ่อปล่อยปูตัวที่กำลังท้องไป
พ่อหนู ก็ไม่ยอม บอกว่า มันเป็นเกียรติยศของการจับปู ( ติ๊งต๊องสิ้นดี ... )
แม่ก็เลยขอบาย มื้อนี้ไม่กินด้วยล่ะ
ส่วนพ่อหนู กับ เพื่อน เพื่อน ก็ทอดปูกินกันอย่างเอร็ดอร่อย
เพราะความสด ทำให้ ปูมีรสชาติ หวานกรอบ อร่อย เป็นอย่างมาก
แล้วบาปกรรมก็ตามทัน ...
พอตื่นเช้ามา พ่อหนู กับเพื่อน เพื่อน ก็ท้องเสียกันถ้วนหน้า
เหลือแต่แม่ กับ เพื่อนอีกสองคน ที่ปลอดภัยเพราะไม่ได้กินปู
สาเหตุ ก็เพราะว่า ตอนกิน ไม่ได้แกะ “ นมปู ” ออก
กินทั้งตัว ก็เลยพากันท้องเสีย
สมน้ำหน้า พ่อหนู เสียจริง จริง อยากทำบาปดีนัก เอิ๊ก เอิ๊ก
วันนี้พวกเราก็เลยไม่ได้ออกไปไหน
เพราะท้องเสีย วิ่งเข้าห้องน้ำกันจนหมดแรง
เน้นนอนกันเป็นส่วนใหญ่
พอบ่ายคล้อย ถึงไปเล่นน้ำทะเลกัน
มื้อเย็น ก็เลยมีทั้ง กุ้งเผา ปลาหมึกย่าง ปูนึ่ง หลายกิโล
กินกันส่งท้ายก่อนกลับกรุงเทพในวันรุ่งขึ้น
เพื่อนบางคนก็ยังเข็ดขยาดกับพิษปูอยู่ เลยพาลไม่กินปูซะงั้น
ส่วนแม่ก็ฟาดเสียจนพุงกาง
พร้อมกับเสียงบ่นของพ่อหนูว่า “ เป็นคนแกะ (ปู) แต่ไม่มีบุญได้กิน ”
เพราะต้องแกะปูให้แม่กับลูกกินก่อน
เอาน่าทำเพื่อลูก เพื่อเมีย คือ พ่อผู้แสนดีและสามีผู้ประเสริฐ จริงมั้ยลูก ...
)
โอ้ว ไปเที่ยวชุมพรมาเหรอคะเนี่ย ท่าทางสนุกจัง ชักอยากจะไปทะเลบ้างแล้วสิเนี่ย แต่ต้องรอสอบเสร็จก่อนอ่ะ (ตอนอ่านหนังสือจะหัวฟูมากๆเลยค่ะ)
ว่าแต่ คุณพี่ไม่เคยกินชาเย็นสีน้ำตาลเหรอคะ ชาสีนี้เป็นชาแท้นา ถ้าพี่ไปทางใต้กว่านี้อ่ะ เช่น นครศรีธรรมราช หรือหาดใหญ่จะได้ทานชาที่มีรสชาติเข้มขน แบบที่ถ้ากินตอนเย็นจะนอนไม่หลับเลยล่ะค่ะ
ส่วนชาสีส้มที่เราเห็นกันทั่วไป เป็นชาใส่สีค่ะ แล้วบางร้านที่ขี้เหนียวเค้าก็ทำไม่เข้มข้น ไม่ถึงนมถึงชา ต้องดูดีๆค่ะ
ฝนชอบกินชามาตั้งแต่เด็กเลยพอรู้บ้าง เพราะเมื่อก่อนคุณแม่ขายชาอยู่ที่นครศรีธรรมราช อร่อยจนยกนิ้วโป้งซ้ายขวาก็ไม่พอเลย
#1 By Ojisama on 2008-02-15 22:25