๛๏ ลูกค้ำ ลูกคูณ ๏๛

posted on 11 Jun 2008 21:22 by sutthaorn

 

 

 ตั้งแต่แม่มีหนูอยู่ในท้อง  แม่รู้สึกว่าครอบครัวของเรามีความสุขมากขึ้น 

แม้แต่พ่อของหนูเองก็ยังออกปาก ว่า... ตั้งแต่มีหนู บ้านเรามีแต่เรื่องดี ดี    

 

 

ตั้งแต่เดือนเมษายน ที่พ่อของหนูเริ่มงานที่ใหม่    

ความจริงถ้าครบสามเดือนทางบริษัทเค้าก็จะปรับเงินเดือนให้อยู่แล้ว 

แต่วันดีคืนดี  ทางบริษัทก็โทรมาแจ้งว่า ตอนนี้ของราคาแพงขึ้น 

ทางบริษัทก็เลยช่วยค่าครองชีพให้อีกเดือนละหนึ่งพันบาท 

ก็เลยกลายเป็นว่า สิ้นเดือนนี้ นอกจากพ่อของหนูจะได้ปรับเงินเดือนแล้ว 

ก็ยังได้ค่าครองชีพเพิ่มเติมอีก ...    

 

 

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน ที่ผ่านมา 

พ่อของหนูก็ยังถูกหวยใต้ดินสามตัวบนตรง ๆ ได้เงินมาหมื่นกว่าบาท 

ทั้ง ๆ ที่ตั้งแต่เกิดมา พ่อไม่เคยถูกหวยเลยสักครั้ง 

ซึ่งปกติพ่อก็ไม่ชอบเล่นหวยด้วยแหละ  

แต่ที่ซื้อเพราะแม่ถาม พ่อก็เลยตื่นมางัวเงียเขียนเลขไปมั่ว ๆ 

ก็ไม่คิดว่าจะถูก  แต่ก็ดันถูก 

 

 

 

 

ส่วนแม่ก็ลองเสี่ยง ๆ ไว้  เพราะมีความรู้สึกว่าตัวเองจะมีโชค 

แต่ก็ไม่ได้จริงจัง ถึงขนาดต้องไปสรรหาเลขเด็ดมาแทง 

บางทีขี้เกียจซื้อหวย ก็เสี่ยงหยิบล็อตเตอรี่งวดละคู่ก็มี 

ครั้งนึงเกือบถูกรางวัลที่  4   พ่อหนูบ่นเสียดายยกใหญ่ 

ก็ถือว่าเป็นเรื่องขำ ขำ  สีสันของชีวิตอีกรูปแบบหนึ่ง    

 

 

ตอนนี้แม่ท้องหนู  9  เดือนแล้ว กำลังอุ้ยอ้าย 

เลยไม่ค่อยได้เปิดคอมมาอัพเดต เพราะนั่งนาน ๆ ไม่ไหว    พุงมันค้ำ      

 

 

เดือนที่แล้วแม่ก็เริ่มมีอาการปวดเตือน 

ช่วงนี้ ก็จะมีอาการปวดเมื่อยก้นกบ กับหัวเหน่า ทุกวัน 

เดินแทบไม่ไหว  เพราะมันปวดร้าวมาก เหนื่อยง่าย  เพลียง่าย 

ขนาดนั่งสวดมนต์แค่แป๊บเดียว ก็ยังเหนื่อยจนหายใจไม่ทัน 

ที่สำคัญ กินดุเดือดกว่าเดิม 

อย่างมื้อเย็น แม่ต้องกินสองรอบทุกวัน

พุงแม่เลยโตมาก  แต่ตัวไม่บวม ขาไม่บวม เพราะลงพุงหมด    

 

 

ส่วนหนูก็ยังดิ้นเก่งเหมือนเดิม 

แต่เคลื่อนไหวช้า ๆ สงสัยคงเป็นเพราะหนูตัวโตขึ้น เลยขยับตัวลำบาก 

แถมท้องแม่ก็แข็งมาก แน่นไปหมด    

 

 

โชคดีที่ตอนแม่เกิดใหม่ ๆ คุณยายเอาปูนแดงมาทาท้องให้ 

แม่ก็เลยพุงไม่แตกลาย เหมือนคนอื่น 

แต่ก็ต้องมาลุ้นอีกทีนะ ว่าจะท้องจะลายตอนหลังคลอดรึเปล่า

 

แฟนของเพื่อนพ่อแนะนำให้ทา ครีมนีเวีย ตลับสีน้ำเงิน 

แม่ก็เลยไม่ได้ทาครีมกันท้องลาย 

หลัง ๆ แม่จะเน้นทาแป้งตรางูเสียมากกว่า เพราะอากาศมันร้อนมาก 

เวลาทาแป้งเย็นทีไร  ลูกก็จะดิ้นแด๋ว ๆ ทุกที สงสัยลูกคงจะเย็น ...    

 

 

ความจริงคุณย่าตั้งใจจะลงมาอยู่ดูแลแม่วันเสาร์นี้ 

แต่บังเอิญ ความดันขึ้น อีกทั้งมีอาการปวดขา หลวงปู่เลยไม่อยากให้มา  

 

 

ตอนคุณย่าโทรมาบอกพ่อของหนู เสียงของท่านเหมือนจะร้องไห้ 

แม่ก็เลยโทรไปปลอบใจคุณย่า แต่ท่านก็ยังไม่วายย้ำว่า

หากหนูครบเดือนให้รีบพาไปหาเลยนะ 

คุณย่าอยากอุ้มหลานมาก ท่านรักหนูนะลูก     

 

 

ช่วงนี้แม่พยายามไปทำบุญบ่อย ๆ 

ตั้งใจไว้ว่า จะทำไปเรื่อย ๆ จนกว่าแม่จะคลอด 

ตอนนี้ก็ลุ้นอยู่ว่าหนูจะคลอดวันไหน เพราะนั่งคำนวณดูวันไว้หมดแล้ว 

แต่เป็นเพราะคลอดธรรมชาติ เลยกำหนดวันไม่ได้ ต้องลุ้นเอา ...    

 

 

    

 

 

 เมื่อวานนี้   อิม  ซัง  อ๊ก  อวสาน ...   

แม่ก็เลยใจจดใจจ่ออยู่หน้าจอทีวี 

แล้วตอนหนึ่งในเรื่อง ที่   อิม  ซัง  อ๊ก   คุยกับ  ปาร์ค  ดา  นุง 

ถึงความรักที่คนทั้งสองมีต่อกัน  แต่ไม่สมหวัง  

 

-  ก็ทำให้พาลนึกถึงใครบางคนที่เป็น  รักแรก  ของแม่  - 

 

 

  รักครั้งแรกของ แม่ เกิดขึ้น  เมื่อตอนสอบเข้า  ม. 1

แม่  นั่งสอบข้างหลัง เค้า

ตอนแรก ก็รู้สึกหมั่นไส้ใน  ความขี้เก๊ก  ของ เค้า  

แต่มองไปมองมาก็รู้สึกว่า     -  น่ารักดีแฮะ  -    




พอดีขณะที่นั่งสอบ  เค้า ทำยางลบหล่น

กระเด็นมาตรงเท้า แม่ พอดี

พอ เค้า หันหลังมา   จะก้มเก็บยางลบ

แม่ ก็แกล้งเตะยางลบกระเด็น  แล้วยักคิ้วให้ เค้า แบบกวน ๆ

เค้า ก็มองหน้า แม่  แบ่บ ประมาณว่า   เออ ...  ฝากไว้ก่อน  



พอผลสอบเข้า  ม. 1 ออกมา  

ก็ปรากฏว่า แม่ กับ เค้า สอบติดด้วยกันทั้งคู่

แถมยังได้มาอยู่ห้องติดกันอีก...



แม่ อยู่ห้อง  5 เป็นห้อง  คณิต - อังกฤษ

เค้า อยู่ห้อง  4 เป็นห้องเด็กที่มีพรสวรรค์ทางด้านดนตรี




ด้วยความที่ห้องเราอยู่ติดกัน

แม่ ก็เลยใช้ให้เพื่อนไปสืบข้อมูล

จึงรู้ว่า เค้า ชื่อ     ออสก้าร์




แล้วเวลาที่ ห้อง  4 มีโชว์การแสดงบนเวที

แม่ก็จะเป็นตัวตั้งตัวตี   ลากเพื่อน ๆ ไปดูเค้า



คนส่วนใหญ่  จะหมั่นไส้  ที่เค้าขี้เก็ก  ดูเป็นคนหยิ่ง ๆ

แต่  แม่  กลับมองว่า ...    เวลาเค้าเล่นดนตรีอยู่บนเวที  

เค้าเป็นผู้ชายที่มีใบหน้าอ่อนโยน สุด สุด  

เวลามองเค้าแล้ว  เหมือนมีแรงดึงดูดมหาศาล

ทำให้ไม่สามารถละสายตาไปสนใจอย่างอื่น ที่นอกเหนือจาก เค้า ได้




ด้วยความที่อยากให้  เค้า  มี  แม่ อยู่ในสายตาบ้าง

แม่ก็เลยเริ่มทำกิจกรรม  เวลาที่โรงเรียนมีงาน




ปรากฏว่า  ก็เริ่มมีหนุ่ม   เข้ามาจีบ

ทั้ง   ที่ความจริงอ่ะ  ขอแค่  เค้า  คนเดียวที่มองแม่

ก็     -  เป็นปลื้ม  -     มากมายแล้ว....

แต่ก็สงสัยว่าเค้าคงไม่เคยรู้

เค้า ก็เลยไม่เคยหันมามองแม่บ้าง ...




จนกระทั่ง  ขึ้น ม. 3

ก็เหมือนฟ้าเป็นใจ  ให้มีการเปลี่ยนแปลง

แม่ กับ เค้า ได้ถูกย้ายให้มาเรียนอยู่ห้องเดียวกัน

เป็นอะไรที่ดีใจ สุด สุด




เลยยอมเปิดเผยความในใจ

ให้เพื่อนสนิทรู้  บอกกับเพื่อนว่า...


 เราชอบ   ออสก้าร์   อย่าบอกใครนะ  




ปรากฏว่า เพื่อนสนิทก็สุดแสบ

ดันหันไปกระซิบบอกเพื่อนที่นั่งข้างหลังว่า


 
แก ...  แก ... ไอ้โอ๋  มันชอบ  ออสก้าร์  อย่าไปบอกใครนะ ...




โอ้โฮ .... เร็วเสียยิ่งกว่า  ไฟลามทุ่ง  ไม่ถึง 10 นาที

ก็รู้กันทั้งห้อง  เพราะเพื่อนมันดันตะโกนบอกกันเป็นที่สนุกสนาน


สุดแสนจะ อ๊าย  อาย .... แม่ไม่น่าพลาดเล้ยยย  ...




ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา

เพื่อน ๆ ก็เชียร์เราทั้งคู่ตลอด  

แซวกันเป็นที่เฮฮา สนุกสนาน




ทุกครั้งที่โดนแซว  เค้า ก็ได้แต่ อมยิ้ม  ไม่พูดอะไร

แม่  ก็เลยเดาใจไม่ถูก  ว่าตกลงคิดยังไงกันแน่หว่า ...

จะให้ถามตรง ตรง  ก็  เขิลล์   อ่ะ     




จวบจนกระทั่ง จบ ม. 3

แม่ไปเรียนต่อชั้น  ปวช.  ที่  B.B.C.




อยู่มาวันนึง

ขณะเดินออกจากโรงเรียนจะไปขึ้นรถเมลล์กลับบ้าน

ก็เห็น เค้า เดินสวนมา ผูกเนคไทด์แดงมาเชียว




พอ เค้า เห็น แม่

เค้า ก็ทำหน้าดีใจ

ส่วน แม่ น่ะเหรอ...

ไม่ต้องบอกก็น่าจะพอเดากันได้  ว่า ยิ้มหน้าบาน ไม่ยอมหุบ เลย น่ะ สิ




แล้ว เค้า ก็เดินตามไปส่ง แม่ ที่ ป้ายรถเมลล์

ก่อน แม่ จะขึ้นรถ  เค้า ก็ชม ว่า ... แม่น่ารักกว่าเดิม

ทำเอาแม่ปลื้ม จนแอบเก็บไปฝันหวานเสียหลายวันเลย  



จนกระทั่ง  แม่เรียนจบ ปวช. 3  

 

... ในงานเลี้ยงส่ง ...


แม่ ก็เจอ เค้า อีก

เค้า พา  แฟน  มาแนะนำให้ แม่ รู้จัก

แฟน เค้า สวย เซ็กซี่ มาก มาก

แล้วนิสัยก็น่ารัก  คุยดี



แม่ เลยใจแป้ว ...

เพราะมั่นคงกับเค้าไม่เคยเปลี่ยนแปลง

แต่เห็นเค้ามีความสุข  มีแฟนสวย    ก็ดีใจด้วย




ในงานคืนนั้น

เราก็ได้มีโอกาสแลกเบอร์โทร และ อีเมลล์ ของกันและกันไว้




หลังจากนั้นก็โทรคุยกันบ่อย ๆ ในฐานะเพื่อนที่ดีต่อกัน

เพียงแค่ได้รู้สุข  ทุกข์  ของเค้าบ้าง  มันก็รู้สึกดี   ถึงเค้าจะมีใครก็ช่างเหอะ

ขอแค่ได้แสดงความห่วงใยเค้าบ้าง ก็มีความสุขแล้ว ...




จนกระทั่งแม่เรียนอยู่มหาลัย ปี  2

เค้า ก็มีแฟนแล้วเลิกไปหลายคน

แต่ละคนก็ล้วนแต่หน้าตาดี ...




คืนนึง เค้า ก็โทรมาหา แม่

ถามว่า .... แม่ ยินดีจะเป็นแฟนกับ เค้า มั้ย ?

ถึงจะ งง  อึ้ง  แต่ก็ดีใจ

เพราะเหมือนกับเป็นอะไรที่แม่รอคอยมาแสนนาน

นานจนไม่คิดว่าจะมีวันนี้




แม่ก็เลยถาม เค้า ไปตรง ตรง ว่า   คิดไงมาขอคบเป็นแฟน

เค้า ก็บอกว่า ...       

       

 

               เค้า แพ้ความดีของ แม่

 

 

 

เพราะไม่มีผู้หญิงคนไหนที่จะมั่นคง และอดทนรอ ได้เท่ากับ แม่

แต่ในช่วงนั้น แม่ของเค้า บังคับให้ไปเรียนต่อที่ ออสเตรเลีย

ถ้าหาก แม่ ตอบ ตกลง  เค้าสัญญาว่า เค้าจะกลับมาหา แม่ อย่างแน่นอน



ตอนนั้น แม่ รู้สึกเศร้ามาก  เหมือนโดนลูบหลัง แล้วตบหัว ให้  มีน งง

 

พอตั้งสติได้ แม่ ก็บอกกับ เค้า แค่เพียงว่า ...     

 

 

 

              -  คู่กันแล้ว  ไม่แคล้วกัน  -





ไม่ใช่ว่า แม่ รอ เค้า ไม่ได้  

แต่ แม่ คิดว่าถ้าเค้าไปอยู่ที่โน่น

เค้า น่าจะมีโอกาสได้เจอใครที่ดีกว่า แม่

ไม่อยากเห็นแก่ตัว ถ่วงความเจริญของ เค้า

ก็เลยพูดออกไปแบบนั้น  ...




หลังจากที่ เค้า บินไปที่ ออสเตรเลีย

เรา ก็เขียนจดหมายติดต่อกัน ...




แล้ววันหนึ่ง จู่ ๆ ก็มีผู้ชายที่ไม่รู้จัก  มาขอ แม่ แต่งงาน

โดยมาสู่ขอกับ  คุณยายของลูก

ด้วยเหตุผลที่ว่า  ชอบที่แม่เป็นคนขยัน


เค้า เคยพา พ่อแม่ของเค้า มาแอบดู แม่  เวลาแม่ช่วยคุณยายขายของ

พ่อแม่ของเค้าก็ชอบ  อยากได้เป็นลูกสะใภ้




แม่ก็เลยเขียนเล่าให้เค้ารู้

ซึ่งบังเอิญว่ามันเป็นจดหมายฉบับสุดท้าย

ที่เราได้ติดต่อกัน ...




เนื่องจากครอบครัวของแม่ ประสบมรสุมชีวิตครั้งใหญ่

เราจึงขาดการติดต่อกันนับแต่บัดนั้น เป็นต้นมา...




จนกระทั่ง ปี  2547

แม่ ทำความสะอาดห้อง  แล้วเจอ กระดาษจดอีเมลล์ของเค้า

เลยลองออน MSN  คุยดู

ปรากฏว่า เค้า ยังใช้ อีเมลล์ นี้อยู่




พอเค้ารู้ว่าเป็น แม่ ...

ประโยคแรกที่เค้าถาม คือ     แต่งงานหรือยัง ? 

แม่ เลยตอบ เค้า ว่า     ยัง 




หลังจากนั้น ไม่นาน

เค้า ก็บินมาหา  แม่ ที่เมืองไทย




บังเอิญบ้านเค้าที่เมืองไทย อยู่ใกล้กับ ที่พักของ แม่

พอถึงเมืองไทย  เค้าก็รีบขับรถมาหา

เราไปทานข้าวด้วยกัน

นั่งคุยกันเหมือนกับ

 

... มีแค่ เรา สองคน ...




แล้ว  เค้า  ก็สารภาพว่า  รักแม่  ตั้งแต่ตอนอยู่ ม. ต้น  

แต่ไม่กล้าบอก เพราะตอนนั้นยังเด็กมาก

อาย ....





แต่วันนี้ ที่ต้องบอก

เพราะว่า  แม้เวลาจะผ่านไป  เป็นสิบปี

ความรู้สึกของ เค้า ก็ยังเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง ....




ยิ่งตอนที่ แม่ ตอบเค้าทาง MSN ว่ายังไม่แต่งงาน

เค้า  ดีใจ จนน้ำตาไหล





เรา ไปเที่ยวทะเล  ด้วยกัน

มี  แม่  เค้า และ เพื่อน ๆ ของแม่

ตลอดเวลา เค้า เทคแคร์   ดูแล  เอาใจใส่  แม่  เป็นอย่างดี 

จนเพื่อน ๆ พากันอิจฉา



มันเป็นช่วงเวลาที่ แม่ รู้สึกว่า .... มีความสุขมาก มาก

แทบไม่นึกไม่ฝัน ว่าระหว่างเรา จะมีวันดี ดี แบบนี้





เค้า ให้ แม่ สัญญา ว่าอีก 10 ปี ข้างหน้า

เค้าจะมี มรดก  ให้  แม่   .... ห้ามปฏิเสธ  .....

เพราะมันเป็นสิ่งที่ เค้า อยากทำให้ผู้หญิงที่ เค้า รัก จริง จริง





รูปภาพที่เค้าถ่ายให้ … เป็นรูปที่ แม่ ชอบที่สุด

เพราะ แม่ ไม่เคยรู้ตัวเลย

ว่าเป็นมุมไหนของตัวเอง  ที่ดูดี

แต่ เค้า สามารถหามุมที่ดูดีของ แม่ ออกมาได้ 



แค่มองหน้ากัน

ไม่ต้องพูดอะไร   ก็รู้ .... ว่า เรา รักกันแค่ไหน

มันเป็นความรู้สึกที่มั่นคงไม่เคยเปลี่ยน

และ ไม่เคยที่จะลดน้อยลงไป

ไม่ว่าวันเวลาจะผ่านไปนานเพียงใดก็ตาม ....


 
... แต่ ความสุข  ก็มักจะอยู่กับเราไม่นาน  ...



วันหนึ่ง  เค้า  ก็สารภาพว่า

ช่วงที่เราขาดการติดต่อกัน

เค้า เข้าใจว่า แม่ แต่งงานไปกับ ผู้ชาย คนนั้นแล้ว

เค้า พยายามติดต่อกับ แม่  หลายครั้งหลายหน

แต่ก็ไม่สามารถติดต่อได้เลย





หลังจาก  ออสก้าร์  ต้องทนอยู่กับความเหงาประมาณสองปี

เนื่องจากไม่มีญาติพี่น้องที่นั่น




เค้า  ก็ตัดสินใจอยู่กินกับ สาวญี่ปุ่น  

โดยที่ผู้หญิงคนนั้นรู้เรื่องราวของ แม่ ทุกอย่าง

และเค้าก็เต็มใจ ให้ ออสก้าร์ บินกลับมาหา แม่ ที่เมืองไทย





แม่   จึงรู้สึกว่า ผู้หญิงคนนี้ เป็นคนดี

เค้าคู่ควร กับ ผู้ชาย ที่แม่รัก ...




เมื่อ ออสก้าร์ โทรมา  จึงตัดสินใจไม่รับสาย   

เพราะ แม่ ยังรู้สึกเจ็บปวด  และน้อยใจในโชคชะตา




จนกระทั่ง  เพื่อนสนิทของแม่โทรมาหา

บอกว่า ออสก้าร์ ขับรถไปหาที่บ้าน  

เค้า