ย่างเข้าสู่เดือนที่สอง

 


 

- ดวงตาของลูกเริ่มมองเห็นแล้ว หนูชอบมองปากแม่เวลาแม่พูดคุยด้วย

แล้วเลียนเสียง เช่น แม่สอนให้หนูเรียก “ แม่ ” หนูก็จะเลียนแบบได้แค่ “ เมอ ”

หรือ สอนให้เรียกชื่อของแม่ คือ “ โอ๋ ” หนูก็จะออกเสียงเป็น “ โอวววว์ ”

 

 

นอกจากนี้หนูยังหัวเราะเอิ๊กอ๊ากเลียนแบบแม่ได้ แต่ยังไม่มีเสียง

เวลาหนูขำ หรือ ชอบใจหนูก็จะยิ้มปากกว้างจนเห็นเหงือก

 

 

เวลาที่แม่เล่นกับลูกโดยการทำตาหวานกระพริบตาถี่ ๆ

หรือ ทำหน้าตาประหลาด ๆ ลูกก็สามารถทำหน้าตาเลียนแบบได้

 

 

 

- ถ้าหนูได้นอนเต็มอิ่ม แล้วฉี่ หรือ อึ ราด เมื่อตื่นในตอนเช้า หนูจะนอนยิ้มหวาน

บางทีก็คุยจ้อกลบเกลื่อนเหมือนจะประจบในที

แต่ถ้าหากไม่มีใครสนใจ หนูก็จะร้องโวยวาย

 

 

 

- เนื่องจาก น้องปีย่า ไม่ยอมนอนคว่ำ แล้วเวลานอนหงายก็มักจะผวาบ่อย ๆ

แม่จึงต้องคอยจับลูกนอนคว่ำเวลาที่ลูกหลับสนิท

ซึ่งลูกก็สามารถหันหน้าไปทาง ซ้าย หรือ ขวา ได้

ทำให้แม่สังเกตุได้ว่าลูกเริ่มคอแข็งแล้ว จึงสามารถชันคอ และ หันคอ ได้เอง

 

 

 

- เวลาที่หนูกินนมอิ่ม จะใช้ ลิ้น ดันจุกนม หรือ หัวนมแม่ออก

 

 

 

 

- เมื่อ เอา VICKS VAPORUB ทาจมูก ลูกจะแลบลิ้นแพล่บ ๆ

แล้วทำหน้าตาประหลาด ๆ ทุกครั้ง

 

 

 

- หากลูกไม่พอใจ หรือ หงุดหงิด ลูกจะนอนบ่นยาว

ถ้ายังไม่มีใครสนใจก็จะเริ่มร้องไห้ แต่ไม่มีน้ำตาพร้อม ๆ กับนอนบ่นไปเรื่อย ๆ

( แม่คาดว่าลูกคงได้นิสัยขี้บ่นมาจากพ่อชัวร์... )

 

 

 

- เวลาพาลูกไปเดินห้างสรรพสินค้า ลูกจะไม่ยอมซบบ่าของแม่เวลาที่แม่อุ้ม

แต่กลับชอบเอนตัวมาข้างหน้าแม่ เพื่อจะมองดูผู้คนและร้านค้าต่าง ๆ

พร้อมกับมีท่าทางตื่นเต้น

 

 

 

- หากแม่มีทีท่าหงุดหงิด ลูกก็จะประจบโดยการเรียกชื่อแม่ว่า “ โอวว์ ๆ ๆ ๆ "

 จนกว่าจะเห็นรอยยิ้มของแม่ ลูกถึงจะหยุดเรียก

 

 

 

- ลูกไม่ยอมนอนในมุ้งคนเดียว ยิ่งถ้าปิดไฟก็จะร้องไห้โวยวาย จนกว่าแม่จะเปิดไฟ

แล้วจะไม่ยอมนอนหลับถ้าไม่เห็นแม่มานอนด้วยข้าง ๆ

กว่าจะหลับก็มักจะร้องไห้นานเป็นชั่วโมงโดยไม่มีสาเหตุ

 

 

 

- ไม่รู้วันรู้คืน นอนไม่เป็นเวลา กว่าจะนอนก็ตีสาม บางครั้งนอนตีห้า

บางทีนอนตั้งแต่หกโมงเช้า แล้วไปตื่นเก้าโมงเช้าของอีกวันหนึ่งก็มี

 

 

 

 

  จากแม่ถึงลูก 

 

 

แม่คิดว่าในช่วงนี้หนูคงจะรู้ตัวแล้ว ว่าหนูไม่ได้อยู่ในท้องแม่อีกต่อไป

หนูจึงเริ่มมีการปรับตัวเพื่อให้เข้ากับโลกใบใหม่ของหนู

 

 

 

  สิงหาคม 2551  



7 สิงหาคม 2551       พา น้องปีย่า ไปเดินเที่ยวห้างซีคอน

 

 

19 สิงหาคม 2551    พาลูกไปฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี เข็มที่ 2 ,

                             วัคซีนป้องกันคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก ครั้งที่ 1

                              และ วัคซีนป้องกันโปลิโอ ครั้งที่ 1

 

 

18 สิงหาคม 2551     พี่ยุ กับ น้องสา มาเยี่ยมหลาน

                               และพาหลานไปเที่ยวซีคอนครั้งที่ 2


30 สิงหาคม 2551     คุณย่าของลูกมาช่วยเลี้ยงหลาน

                          

                              และพาหลานไปเที่ยวซีคอน ครั้งที่ 3

 

 

 

ย่างเข้าสู่เดือนแรก

 

 

 

  สองสัปดาห์แรกเกิด น้องปีย่า กินนมแม่

 

แต่เนื่องจากแม่มีน้ำนมน้อยจึงเริ่มกินนมผงเสริมในสัปดาห์ที่สาม

 

หากครั้งไหนที่ลูกดูดนมแม่ไม่อิ่ม ลูกก็จะประท้วงด้วยการดีดตัวใส่แม่

 

บางทีก็โมโหหิวจนงับหัวนมแม่เป็นแผล

 

 

แต่ถ้ากินนมอิ่ม น้องปีย่า ก็จะบิดขี้เกียจ

 

แล้วทำคอย่น งอตัว งอแขนขา อย่างกับยังอยู่ในท้องแม่

 

 

 

ลูกมีสัญชาตญาณในการเสาะหาอาหารดีมาก

 

ทุกครั้งที่แม่ลุกขึ้นมาให้นมลูกกลางดึก

 

ลูกสามารถใช้ปากควานหาหัวนมได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ

 

โดยที่ไม่ต้องลืมตา

 

และหากแม่แกล้งเอาหัวนมหนี

 

ลูกก็จะสามารถตามกลิ่นน้ำนมไปจนหาหัวนมเจอทุกครั้ง 

 

 

 

  ดวงตา ของลูกยังมองไม่เห็น ในช่วงนี้

 

การบังคับกล้ามเนื้อตายังทำได้ไม่ดี

 

บางครั้ง ตาดำด้านขวากลิ้งไปทางขวา ตาดำด้านซ้ายกลิ้งไปข้างซ้าย

 

พร้อมกันก็มี เล่นเอาแม่ต๊กกะใจ กลัวลูกสาวจะตาเหล่

 

 

 

แม่เล่นกับลูกด้วยการเรียกลูกจากทิศทางต่าง ๆ

 

เพื่อให้ดวงตาของลูกมีการเคลื่อนไหวตามเสียงที่ได้ยิน

 

ลูกจะได้ฝึกการบังคับกล้ามเนื้อตา 

 

 

 

 

 น้องปีย่า ชอบนอน คุย อ้อแอ้คนเดียว

 

เพราะยังมองไม่เห็น แต่ถ้าได้ยินเสียงคนมาคุยด้วย

 

จะหันหน้ามาคุยตามเสียง

 

 

แม่คุยกับลูกด้วยการพูดภาษาทารกเลียนแบบลูก

 

บางครั้งก็สอนให้ลูกเรียกคำต่าง ๆ

 

เพื่อให้ลูกรู้สึกว่าคุ้นเคยกับคำที่แม่สอน

 

แม้จะยังไม่สามารถเลียนแบบคำพูดของแม่ได้ก็ตาม 

 

 

 

 ประสาท หู ดีมาก หูไว หากได้ยินเสียงจะตื่นทันที

 

 

 

 เวลานอนเล่น หากอารมณ์ดีหรือรู้สึกสบาย จะนอนยิ้มมุมปาก

 

 

พร้อม ๆ กับยักคิ้วข้างเดียว

 

 

บางครั้งก็นอนท่ากบไชโย แล้วบิดขี้เกียจบ่อย ๆ

 

ชอบนอนหงายไม่ยอมนอนคว่ำหรือนอนตะแคง

 

 

 

 

 ขี้ตกใจ เวลานอนหงายจะผวาบ่อย

 

แม้กระทั่งได้ยินเสียงตดตัวเองก็ยังตกใจร้องไห้

 

 

 

 เวลา ฉี่ จะร้อง “ อุ.. อุ..

 

 

ถ้า อึ จะร้องโวยวายเสียงดังมาก

 

 

หาก หงุดหงิด จะร้องไห้เสียงดัง แต่ไม่มีน้ำตา

 

 

และถ้า โมโห จะร้องไห้เสียงดังมาก

 

 

ร้องนานจนกว่าจะหายโมโหจึงจะยอมหยุดร้อง

 

 

บางครั้งก็ร้องจนง่วงแล้วนอนหลับไปทั้งน้ำตา

 

 

 

 

 

  จากแม่ถึงลูก   

 

 

 

แรกเกิดน้องปีย่า ทั้งเหี่ยวทั้งดำ พ่อของหนูบอกอย่างมั่นใจว่า

 

ยังไงลูกของพ่อก็ตัวขาวแน่นอน เพราะหลังมือกับหลังเท้าของหนูขาว

 

แต่ขาของหนูโก่งมาก ๆ แม่จึงต้องพยายามดัดให้บ่อย ๆ

 

โตขึ้นจะได้ใส่กางเกงขาสั้นได้

 

 

 

 

ในช่วงเดือนแรกที่เลี้ยงลูกนี้

 

แม่รู้สึกว่าเหนื่อยมาก ๆ เพราะชีวิตมีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง

 

อีกทั้งไม่มีประสบการณ์ในการเลี้ยงลูก

 

จึงต้องคอยสอบถามและค้นคว้าหาอ่านจากในหนังสือ

 

 

 

ปกติแล้วผู้หญิงแรกคลอดส่วนใหญ่จะนอนให้นมลูกในช่วงเดือนแรก

 

บางคนก็อยู่ไฟ อาบน้ำสมุนไพร ดูแลบำรุงตัวเอง

 

แต่แม่ต้องทำงานบ้านจึงไม่มีเวลาใส่ใจตัวเอง

 

บางครั้งตากลมตากฝนวิ่งไปเก็บผ้าก็มีบ่อย เพราะหนูเกิดช่วงเข้าหน้าฝน

 

 

 

 

แถมพ่อของหนูก็ยังไม่เคยช่วยแม่ดูแลลูก

 

ทำให้แม่ทนไม่ไหวอยากเลิกกับพ่อวันละหลายหน

 

แต่หลังจากที่เปิดอกคุยกันแล้วพ่อของหนูก็ปรับปรุงตัวดีขึ้น

 

 

 

ลึก ๆ แล้ว การได้ดูแลลูกมันก็เป็นความท้าทาย ความตื่นเต้น และความสุข

 

ที่แม่อยากจะพิสูจน์ตัวเองเหมือนกันว่าจะทำหน้าที่แม่ได้ดีเพียงใด

 

เพราะหนูเป็นลูกที่แม่รอคอย แม้จะมาแบบไม่ทันตั้งตัวก็ตาม

   

 

 

 

 

 

กรกฎาคม 2551

 


 

 

    2 กรกฎาคม 2551     น้องปีย่า ลืมตาดูโลก ด้วยน้ำหนักตัว 2,730 กรัม

 

 

 

2-8 กรกฎาคม 2551     น้องปีย่า นอนอยู่ในตู้อบด้วยโรคปอดอักเสบจาก 

 

                             เชื้อแบคทีเรีย และกลับบ้าน ด้วยน้ำหนักตัว 2,514 กรัม

 

 10 กรกฎาคม 2551     น้องปีย่า สะดือหลุด

 

 

 14 กรกฎาคม 2551      เปลี่ยนชื่อลูก เป็น ปราณปรียา   ศรีนคร

 

 

 

 15 กรกฎาคม 2551      ไปโรงพยาบาลอีกครั้ง ด้วยอาการไข้ขึ้นสูง และ

 

                                     บนศีรษะเต็มไปด้วยตุ่มหนองเต็มพรืดไปหมด

 

 

 20 กรกฎาคม 2551      ลูกชันคอหัน ซ้าย-ขวา ได้

 

 

 24 กรกฎาคม 2551      เริ่มให้นมผงเสริม เนื่องจากลูกกินนมแม่ไม่อิ่ม

 

 

 25 กรกฎาคม 2551      ลูกเริ่มอ้อแอ้

 

 

 

 

  

 

 

 


 

 

ความจริงเตรียมรูป  น้องปีย่า  มาลงด้วย

 

 

แต่ไม่ทราบเหมือนกันว่าทำไมโหลดแล้ว

 

 

ขึ้นว่า ERROR ตลอด เลยไม่สามารถอัพโหลดรูปได้

 

 

ถ้ายังไงเข้าไปดูใน hi5 แทนนะคะ

 

 

http://mademoiselle99.hi5.com/

 

 

 

  แล้วก็ต้องขอโทษทุกคนด้วยที่หายไปนานเลย

 

พอดี ฮาร์ดดิส เสีย อีกทั้งเครื่องโดนไวรัสรุมสกรัม

 

มัวแต่เลี้ยงลูกเลยไม่มีเวลาซ่อม

 

 

วันนี้มาเล่นเน็ตที่ร้านเลยมีโอกาสได้มาอัพ

 

คิดถึงทุกคนเหมือนเดิมนะคะ 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

    เราสองคนผัวเมียช่วยกันเลี้ยงลูกเอง  เพราะอยู่กันสามคน พ่อ  แม่  ลูก   

 

ช่วงแรก ๆ  พ่อ กับ  แม่   อดหลับอดนอน 

เพราะลูกงอแงมาก  เนื่องจากพ่อกับแม่ไม่เข้าใจลูก 

เวลาลูกร้องไห้ก็ไม่รู้ว่าลูกต้องการอะไร   

 

 

บางครั้งลูกปวดอึ  แต่แม่ไปป้อนนม 

ลูกเลยพาลโมโหร้องไห้หนักกว่าเดิมก็มีบ่อย 

ต้องค่อย ๆ ช่วยกันหาทางแก้ปัญหา เพราะดึกแล้วไม่รู้จะปรึกษาใคร   

 

 

คุณตา  คุณยาย  ก็เข้ามาดูบ่อย ๆ ท่านมาช่วยสอนวิธีการเลี้ยงลูก 

แม่มักจะให้คุณยายเป็นคนอาบน้ำให้หลาน เพราะเวลาท่านอาบน้ำให้หลาน

ท่านจะทำหน้าดีใจ และมีความสุข มาก  

 

 

ลูกของแม่เป็นเด็กขี้ร้อนมาก บนหัวจึงมีผดผื่นขึ้นอยู่เต็มไปหมด 

ด้วยความไม่ประสา แม่เลยเอาแป้งนิวบอร์นโรยหัวให้ลูก 

เพราะมันเขียนข้างกระป๋องว่าแก้ผดผื่น 

 

พอรุ่งขึ้น ผดผื่น  เลยกลายเป็นหัวหนองเต็มพรืดทั้งหัว 

โอ้ววววว์ ...   น่ากลัวมาก !!!    

 

 

นอกจากนี้  ลูกก็ยังมีน้ำมูก  หายใจฟืดฟาดตลอด 

แต่แม่คิดว่ามันคงไม่เป็นอะไร    

เลยเดินไปถามเพื่อนบ้าน ว่าถ้าจะดูดขี้มูกลูกต้องทำอย่างไร   

 

 

เพื่อนบ้านเอะใจ  เลยเดินเข้ามาดูลูก 

พร้อมกับทำเสียง  ต๊าย ...  ตาย  ด้วยความตกใจ 

ต่อว่าแม่ ... ว่าลูกไข้ขึ้นสูงขนาดนี้  ทำไมยังไม่พาไปหาหมอ 

ถ้าหากลูกช็อคขึ้นมา จะมีอาการชักได้นะ 

แล้วลองได้ชักสักครั้ง  มันก็จะเป็นตลอดชีวิตนะ แม่ก็เลยออกอาการเหวอ !!!    

 

 

ตั้งสติได้  ก็รีบพาลูกไปคลินิกที่ใกล้บ้านที่สุด 

พอพยาบาลจับตัวลูก แกก็ไล่ให้ไปโรงพยาบาลเลย 

เพราะลูกพึ่งคลอดได้  13  วัน  ยังเล็กมาก 

คลินิกไม่กล้ารับไว้รักษาเพราะมีไข้สูง 

แม่ก็เลยเหวออีกรอบ ... 

สรุป ...  กลับมาบ้านยังไม่ถึงอาทิตย์ลูกก็ต้องกลับไปโรงพยาบาลอีกครั้ง    

 

 

ไปถึงโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่เวชระเบียนก็บอกว่า  แผนกกุมารเวช ปิดแล้ว  

ตอนนี้ไม่มีหมอเด็กอยู่เลย ถ้าจะพาลูกมาหาหมอ  ต้องมาก่อน  11.30  น. 

แม่ก็เลยเหวออีก  มีแบบนี้ด้วยเหรอ   

นึกว่าจะมีหมอออนไลน์ตลอด 24 ช.ม. เสียอีก 

 

แม่ก็ถามว่าแล้วจะทำไงดี  ลูกมีไข้สูง 

เจ้าหน้าที่เลยบอกว่า ที่นี่มีคลินิกนอกเวลา มีอายุรแพทย์  จะตรวจไหม ? 

แม่ตัดสินใจตรวจ  เพราะกลัวอาการลูกจะแย่กว่านี้    

 

 

พอเดินไปหน้าห้องคลินิกนอกเวลา 

เจ้าหน้าที่หน้าห้องก็บอกว่า ไม่มีหมอเด็กนะ  มีแต่หมอกระดูก 

เวรกรรม !!!   แล้วจะทำไงดี  ?    

 

 

แม่คิดในใจ    ถ้าเจอคุณหมอยอดพรก็คงดี เพราะถ้าเจอแกแล้ว   

ต่อให้เป็นนอกเวลาทำงานแกก็คงไม่ใจร้ายปฏิเสธ  

 

เหมือนมีปาฏิหาริย์  สายตาแม่ก็เหลือบไปเห็นคุณหมอยอดพรกำลังสั่งงาน 

ท่าทางแกกำลังยุ่งมาก  เลยลังเลว่าจะรบกวนแกดีไหม 

แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจวิ่งไปหาแก  เพื่อลูก ...    

 

 

คุณหมอก็ดีมาก  พอฟังอาการของลูก   ก็วางมือจากงานที่ทำอยู่ 

แล้วสั่งให้คนอื่นดูงานแทนแกไปก่อน   รีบพาลูกของแม่ไปตรวจ    

 

 

แกบอกว่าความจริงแกกำลังยุ่งมาก 

แต่เห็นว่าเป็นเคสที่ดูแลกันมากตั้งแต่แรกก็เลยดูให้ 

แม่เลยยกมือไหว้แกงาม ๆ ไปทีนึง ด้วยความซาบซึ้งใจ   

 

 

นอกจากแกจะจัดยาแก้ไข้ให้แล้ว แกยังจัดยาทาแก้ตุ่มหนองบนหัวของลูกด้วย 

ลูกของแม่จึงมีอาการดีขึ้น  จนหายไข้ในที่สุด   

 

 

 

 
  

 

 

 

  แม่สงสัยว่า หนูจะจำแม่ได้ไหม 

 

หนูจะรู้รึเปล่าว่าแม่คือ ผู้หญิงบ้า ที่ชอบคุยแล้วลูบท้องตอนตั้งครรภ์  ? 

เพราะตอนนี้หนูไม่ได้อยู่ในท้องแม่แล้ว เลยลองร้องเพลง  อิ่มอุ่น  กล่อม 

 

 

 

ตอนที่หนูอยู่ในท้อง แม่ร้องเพลงนี้กล่อมหนูทุกวัน 

ปรากฏว่าลูกจำได้  และมีปฏิกิริยาตอบสนอง 

ยิ้มหวานทุกครั้ง  ที่แม่ร้องเพลงนี้    

 

 

  พ่อของหนูบอกว่า  หลวงน้าใหญ่

( หลวงปู่ของลูก เพราะเป็นน้องชายของคุณย่า )  

ตรวจดวงชะตา  และ ตั้งชื่อให้หนูว่า

  

 

 

  ปราณปรียา   แปลว่า   ผู้เป็นที่รักเสมอลมหายใจของพ่อแม่ 

 

 

 

 

พอแม่ได้ยินคำแปล   แม่ถึงกับน้ำตาร่วง  

เพราะมันตรงกับความรู้สึกของแม่ในตอนนั้นมาก    

 

ท่านทำนายว่า ลูกของแม่เป็นเด็กฉลาดมาก 

แต่ห้ามตั้งชื่อเล่น เพราะจะดื้อ  ไม่เชื่อฟังพ่อแม่ 

ให้เรียกชื่อจริงไป  จะพยางค์ไหนก็ได้ 

พ่อของหนูก็เลยให้เรียก    ปรียา    เพราะฟังแล้วน่ารักดี  

 

 

นอกจากนี้ หลวงน้า ยังฝากมาบอกแม่แบบรู้ทันอีกว่า 

 

ไม่ต้องห่วง  ชื่อที่ตั้งให้  คำนวณอักขระตามโหราศาสตร์ไว้ดีแล้ว 

 

ใช้ชื่อนี้แล้วดีแน่นอน  

 

 

 

ความจริงแม่ตั้งชื่อไว้ให้หนูแล้ว 

แต่ในเมื่อ หลวงน้า บอกมาแบบนี้ ก็แล้วแต่ท่าน 

เพราะถึงอย่างไร หลวงน้า ก็เป็นผู้รักษาศีล  มีบารมี 

ท่านตั้งชื่อให้ ย่อมเป็นสิริมงคล กับหลาน  

 

 

 

หลวงน้า ยังฝากย้ำมาอีกว่า ให้แม่เลิกรับงานเปลี่ยนชื่อให้คนอื่น 

เพราะเป็นวิชาที่แรงมาก  ทำแล้วเข้าตัว 

ถ้าหากอยากทำจริง ๆ ต้องออกบวช       

 

 

   ตลอดระยะเวลาที่อยู่โรงพยาบาล 

แม่กินไม่เคยอิ่ม  นอนไม่เคยเต็มตา 

วิตกจริตไปสารพัด  กลัวจะทำหน้าที่แม่ได้ไม่ดี 

เพราะไม่เคยมีประสบการณ์ในการเลี้ยงลูก 

หวาดระแวงไปสารพัดกลัวว่าลูกจะไม่หาย  

แล้วต้องนอนอยู่โรงพยาบาลนาน        

 

 

ทุกครั้งที่ลูกฉี่  หรือ อึ  แม่จะใช้สำลีชุบน้ำอุ่นทำความสะอาด 

จะจับลูกก็ต้องล้างมือด้วยน้ำยาทุกครั้ง   ป้องกันการติดเชื้อ 

ไม่กล้าอาบน้ำให้ลูก  ได้แต่ใช้น้ำอุ่นเช็ดตัว  กลัวลูกหนาว 

ตลอด  24  ชั่วโมง  ในหัวก็จะมีแต่ลูก  จนปล่อยปละละเลยตัวเอง    

 

 

ในที่สุด  สภาพร่างกายของแม่ก็ทนไม่ไหว   

เพราะไม่ได้พักผ่อนเหมือนคนพึ่งคลอดปกติ 

เท้าก็เริ่มบวมใหญ่เหมือนเท้าช้าง   

จากที่เท้าชา ก็เริ่มไร้ความรู้สึก 

แผลฝีเย็บอักเสบ  ระบม  เลยต้องเดินกางขาตลอด   

 

 

เหลือแต่หัวใจเท่านั้นที่ยังสู้   ไม่ยอมล้ม 

บอกกับตัวเองตลอดเวลาว่าต้องเข้มแข็ง เพื่อลูก   

 

 

โชคดีที่ระหว่างนี้  มีคุณตา  คุณยาย  คอยส่งเสบียง 

เพราะพวกท่านห่วงหนูมาก  เลยต้องมาหาหลานเกือบทุกวัน 

อีกทั้ง พ่อของหนู  ก็มาเก็บผ้าอ้อมของลูกไปซักให้หลังเลิกงาน 

แล้วก็คอยเอาน้ำมันมานวดเท้าให้แม่ จนอาการดีขึ้น 

แม่ก็เลยมีกำลังใจเผชิญหน้ากับปัญหาต่าง ๆ  

 

 

แม้จะพยายามทำจิตใจให้เข้มแข็งแล้ว 

แต่ก็ยังอดสติแตกไม่ได้ ในคืนหนึ่ง 

 

วันนั้นแม่รู้สึกง่วงนอนมาก จึงนอนแต่หัวค่ำ 

ทั้ง ๆ ที่ปกติ แม่จะนอนหลังเที่ยงคืน 

พอหลับไปก็ฝันเห็น ป้าแก่ ๆ คนหนึ่ง ในชุดผู้ป่วยของโรงพยาบาล 

แกมาบ่นอะไรให้ฟังจำไม่ได้  แต่แม่ตะคอกแกไปว่า 

 

 

ป้าปากเสียรึเปล่า   

 

 

เพียงเท่านั้น  แม่ก็ต้องตื่นเพราะได้ยินเสียงร้องไห้ของลูก 

แล้วลูกก็ร้องไห้มาราธอน ตั้งแต่เที่ยงคืน ยัน ตีสาม โดยไม่มีสาเหตุ 

ไม่ว่าแม่จะพยายามทำอย่างไร  ลูกก็ยังไม่ยอมหยุดร้องไห้

 

แม่ก็พลอยร้องไห้ตามลูกไปด้วย

 

เพราะไม่รู้ว่าจะช่วยเหลือลูกของแม่ได้อย่างไร

 

ลูกจึงจะหยุดร้องไห้ ...   

 

 

จนพยาบาลคนหนึ่ง  เดินเข้ามาดุแม่ว่า   

  ทำอะไรอยู่  ปล่อยให้ลูกร้องไห้อยู่ได้ ...    

 

 

เค้าสั่งให้แม่นอน  เอาผ้าขนหนูมาพันตัวลูก 

แล้วจับลูกมาชิดอกแม่อย่างแรง จนลูกตกใจ ร้องเสียงดังกว่าเก่า 

แม่โกรธพยาบาลคนนั้นมาก  มองป้ายชื่อ เห็นปักชื่อว่า  ขนิษฐา 

พอเค้าไม่สามารถทำให้ลูกหยุดร้องไห้ได้  เค้าก็เดินหนีไปเลยทำเป็นไม่สนใจเราอีก  

 

 

ความที่ลูกร้องไห้นานมาก  บุรุษพยาบาลก็เลยเดินมาดู 

แต่ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้อีกเหมือนกัน 

แม่เลยบอกว่า ...

ถ้าหากไม่มีเจ้าหน้าที่คนไหนแก้ปัญหาได้ ช่วยตามหมอมาดูทีได้ไหม 

บุรุษพยาบาลก็อึ้งไป แล้วเดินเข้าห้องไปปรึกษากับพยาบาลอีกสองคน  

 

 

ระหว่างนั้น แม่ก็โทรหาพ่อ บอกว่ามาหาแม่ด่วน เอาเงินมาด้วย 

มีติดบ้านอยู่เท่าไหร่เอามาให้หมด จะพาลูกไปหาหมอที่อื่น    

 

 

พ่อของหนูก็บอกว่า ให้ใจเย็น ๆ ตั้งสติให้ดี ดี ตอนนี้ ตี 3  แล้ว 

ไม่มีคลินิกที่ไหนเปิด ให้อดทน เดี๋ยวตอนเช้าหมอเด็กก็มาดูแล้ว 

แม่ก็เลยพาลโกรธพ่อของหนูไปอีกคน  

 

 

สักพักพยาบาลคนเดิมก็มาเอาลูกของแม่ไป บอกว่าจะดูแลให้เอง 

แต่แม่ไม่วางใจ เลยเดินไปดูเรื่อย ๆ เห็นลูกเริ่มเงียบเสียงลง 

เพราะร้องไห้จนเหนื่อยแล้วหลับไป พยาบาลจึงได้เอาลูกมาคืน  

 

 

 

แม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นแม่ที่แย่มาก ปล่อยให้ลูกร้องไห้อยู่ตั้งหลายชั่วโมง 

โดยไม่มีปัญญาจะช่วยอะไรลูกได้เลย เพราะไม่เข้าใจว่าหนูเป็นอะไร  

 

 

 

 

พอตื่นเช้ามา แม่ก็เลยฟ้องหมอเด็กที่เข้ามาตรวจ 

ซึ่งบังเอิญว่าเปลี่ยนเวรเป็นหมอคนใหม่  ไม่ใช่  คุณหมอยอดพร 

เค้าก็เลยไม่ค่อยสนใจ  ตอบเข้าข้างพยาบาลแบบขอไปที    

 

 

แม่ก็เลยถามพยาบาลคนอื่น  ว่าพยาบาลคนนี้มาจากไหน 

เพราะอยู่มาเกือบอาทิตย์พึ่งจะเคยเห็นหน้า 

พยาบาลคนอื่นที่เคยเจอก็แสนดีรักเด็กทุกคน 

จึงได้คำตอบว่าเป็นพยาบาลที่ชื่อ ขนิษฐา  เป็นพยาบาลใหม่   

พึ่งย้ายมาจาก   I.C.U.  ของโรงพยาบาลอื่น 

พอดีพยาบาลประจำวอร์ดเด็กขาด เลยขอตัวมาช่วยชั่วคราว   

 

ความจริงลูกต้องอยู่โรงพยาบาลอีกวัน 

เพราะคุณหมอยอดพร อยากให้อยู่ดูอาการก่อนเพื่อความมั่นใจ  

 

แต่คุณหมอคนนี้  พอเห็นว่าฉีดยาครบ  7  วัน แล้ว ก็ให้กลับบ้านได้เลย 

อย่างที่บอกแหละ   แกทำงานแบบขอไปที 

แม้จะไม่ค่อยพอใจ  ที่หมอคนนี้ไม่เอาใจใส่ 

แต่แม่ก็ดีใจที่จะได้กลับบ้านสักที    เลยไม่ได้พูดอะไร 

รีบโทรบอกพ่อ  แล้วเก็บของรอพ่อมารับพวกเรากลับบ้าน  

 

 

 

 

 

     

 

 

 

 

 

   นับเป็นการพักฟื้นหลังคลอดที่รู้สึกเศร้าใจมาก 

เวลาที่พยาบาลมาสอนให้บรรดาคุณแม่หัดอาบน้ำ หรือให้นมลูก 

แม่ก็ทำได้แค่เพียงนั่งมอง  น้ำตาร่วง  ด้วยความอิจฉา    

 

 

 

ทุกคืน  แม่จะพยายามบีบนม ให้มีน้ำนมไหล 

เพราะแม่ยังหวัง  ว่าแม่จะมีโอกาสได้ให้นมลูกในเร็ววันนี้ 

  

 

คุณหมอยอดพร ที่พาลูกเข้าห้อง    I.C.U.  ในคืนนั้น ก็น่ารักมาก  

ทุก ๆ วัน แกจะเดินมาบอก ว่าลูกของแม่อาการเป็นอย่างไร ตอนนี้รักษาอย่างไรอยู่ 

พร้อมกับให้กำลังใจแม่ทุกครั้ง    

 

 

 

แต่เวลาที่ไปเยี่ยมลูก แล้วเห็นสายระโยงระยางอยู่เต็มตัวลูก ก็ยังรู้สึกไม่ดี 

คุณหมอบอกว่า ลูกของแม่เป็น  - ปอดบวม     

 

 

 

  ครรภ์ปกติ คือ ครรภ์ที่มีอายุ  38  สัปดาห์ 

ถ้าอายุครรภ์เกินจากนั้น สายรกจะเริ่มเสื่อม 

แม่ตั้งครรภ์หนู  39  สัปดาห์ จึงทำให้เชื้อแบคทีเรียเข้าไปในน้ำคร่ำ 

เมื่อลูกเกิดสำลักน้ำคร่ำที่มีเชื้อ  ก็เลยเป็น ปอดบวม 

แต่ผลตรวจเลือด และ เพาะเชื้อเลือดของลูกปกติ    

 

 

 

เมื่อครบกำหนดพักฟื้นสองวัน  คุณหมอก็บอกให้แม่กลับบ้านได้ 

แต่แม่ไม่ยอมกลับ อ้อนวอนคุณหมอขออยู่ดูแลลูก 

เพราะถึงกลับบ้านไป ก็ไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไรอยู่ดี    

 

 

 

ซึ่ง คุณหมอยอดพร ก็ใจดี  อนุญาตให้แม่อยู่เฝ้าลูกที่โรงพยาบาลได้ 

เพราะตอนนี้ลูกออกจากห้อง   I.C.U. มาอยู่ที่  วอร์ดเด็ก  แล้ว 

แต่ก็ยังคงอยู่ในตู้อบ  เพื่อดูอาการ  และป้องกันการติดเชื้อ    

 

 

พอแม่ขึ้นไปหาลูก  ก็เห็นพยาบาลกำลังพยายามใช้   Slink  

ซึ่งมีลักษณะคล้ายหลอดฉีดยา   ป้อนนมลูก  แต่ลูกก็ปฏิเสธด้วยการพ่นออกหมด  

 

  

พยาบาลบอกว่า  เป็นเพราะลูกคิดว่ายังอยู่ในท้องแม่ ก็เลยยังไม่ยอมกินเอง

แต่ไม่ต้องเป็นห่วง   เพราะลูกยังได้รับน้ำเกลืออยู่ 

 

ที่โรงพยาบาลนี้  จะไม่ให้ใช้ขวดนม 

เพราะเด็กบางคนจะติดขวดนม แล้วไม่ยอมดูดนมแม่อีก  

 

 

  ลูกของแม่ลืมตาดูโลกได้  3  วันแล้ว แต่ก็ยังตัวเหี่ยว  และดำ 

เพราะมีแต่น้ำเกลือไปหล่อเลี้ยงร่างกาย 

แม่ทนไม่ได้    ตัดสินใจอ้อนวอนพยาบาล  

ขอเอาลูกออกจากตู้อบมาให้นม 

ซึ่งพยาบาลก็แสนดี  เข้าใจความรู้สึกของแม่   

 

 

เราช่วยกันลุ้นอยู่นาน กว่าลูกจะดูดนมจากอกเป็น 

ทำเอาแม่น้ำตาร่วงอีกหนด้วยความปลาบปลื้ม

น้ำนมของแม่เป็นสีเหลือง  ซึ่งเป็นหัวน้ำนมที่มีประโยชน์มากที่สุด 

แต่เสียดายที่มีเพียงแค่ 2-3 วัน มันก็จะเปลี่ยนเป็นน้ำนมสีขาว 

ซึ่งลูกของแม่ก็ได้กินในวันสุดท้ายพอดี  

 

 

พยาบาลบอกว่าอย่าพึ่งให้นมลูกนาน 

เพราะอาจส่งผลให้การหายใจไม่ปกติ  เนื่องจากปอดทำงานหนัก  

 

 

หลังจากให้นมลูกไปไม่ถึง  15  นาที 

ลูกก็มีอาการตัวร้อนจัด แม่ตกใจจนต้องวิ่งไปตามพยาบาล 

พยาบาลรีบถอดเสื้อผ้าและเช็ดตัวให้ลูก  จนไข้ลด   

 

 

สุดท้าย  พยาบาลก็เลยจำเป็นต้องให้นมลูกทางสายยาง 

นับเป็นความทรมานอย่างยิ่ง  สำหรับเด็กทารก 

เพราะต้องแหย่สายอาหารเข้าไปทางปาก ให้ยาวไปจนถึงกระเพาะอาหาร    

 

 

แม่เห็นลูกพยายามขย้อนสายออก ก็ยิ่งรู้สึกสงสาร 

เพราะมันต้องใส่ตลอดเวลา  ลูกคงจะรำคาญมาก 

พอพยาบาลไม่อยู่  แม่ก็เลยแอบดึงสายออก 

แต่เป็นการตัดสินใจที่ผิด   เพราะถ้าดึงสายออก   

พยาบาลก็ต้องแหย่สายใหม่ทุกครั้ง   

เมื่อถึงเวลาให้นมลูก  ทุก ๆ สามชั่วโมง  

 

 

 

หลัง ๆ  แม่ก็ต้องแปลกใจ  ที่ลูกสามารถขย้อนสายยางออกได้เอง 

พอวันที่  4  คุณหมอก็ให้ถอดสายน้ำเกลือ และออกจากตู้อบ 

แม่ก็เลยขออนุญาตให้นมลูก 

เพราะหลังจากเมื่อคืน ลูกจะทำปากดูดนมจ๊วบ  จ๊วบ  ทุกครั้งที่หิว 

แม้แต่พยาบาลเอง ยังอดเอ็นดูไม่ได้   

 

 

 

ซึ่งคุณหมออนุญาต  แม่ก็เลยลองให้นมลูกอีกครั้ง 

ในใจก็ยังหวั่น ๆ ว่าจะมีผลข้างเคียงจนลูกตัวร้อนอีกรึเปล่า 

แต่ครั้งนี้โชคดี  ไม่มีผลข้างเคียงใด ๆ   

 

 

แม้จะออกจากตู้อบแล้ว  

พยาบาลก็ยังติดที่แทงเข็มสำหรับให้ยาที่เท้าลูกอยู่ 

เพราะลูกต้องฉีดยาฆ่าเชื้อให้ครบ  7  วัน 

แม่สังเกตว่า การพันเท้าแน่นมาก จนเท้างุ้ม  

ก็เลยไปตามพยาบาลให้มาพันใหม่ เพราะกลัวเท้าลูกจะพิการ 

พยาบาลก็ใจดี  มาพันให้ใหม่อย่างสวยงาม    

 

 

 

 

 

    

 

 

 

 

 

    ตอนนี้ ลูกของแม่มีอายุได้เดือนกว่าแล้ว ...

 

 

 

 

 

    

 

 

มีเหตุการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย เพียงแค่ชั่วระยะสั้น  สั้น 

และมันก็ทำให้แม่มีทั้งความสุข  และความทุกข์ 

ซึ่งถ้าจะให้เล่าทั้งหมดคงจะไม่พอในหน้านี้ 

เอาไว้แม่จะค่อย ๆ   เล่าให้ฟัง ...        

 

 

 

  เนื่องจากวันนี้เป็นวันแม่ 

ก็คงต้องขอเล่าความรู้สึกในวันที่ตัวเองได้เป็นแม่อย่างสมบูรณ์     

 

 

 

  แม่ไปตรวจครรภ์ครั้งสุดท้ายในวันพฤหัสที่  26  มิถุนายน  51 

ซึ่งคุณหมอบอกว่ายังไม่มีวี่แววอาการที่บ่งบอกว่าใกล้คลอดเลย 

ถ้าหากว่ามาตรวจครรภ์ครั้งหน้า ( วันที่ 3 กรกฎาคม ) ยังไม่มีอาการอีก 

หมอคงต้องนัดผ่า ...   

 

 

พอแม่กลับมาบ้าน ในตอนค่ำ ท้องแม่ก็เริ่มแข็ง ๆ ยุบ ๆ 

ซึ่ง คุณหมอ เคยบอกไว้ว่าเป็นอาการของมดลูกเริ่มบีบตัว 

ถ้าหากแข็ง ๆ ยุบ ๆ ทุก ๆ สามถึงห้านาที  

ก็ให้เตรียมเก็บของมาโรงพยาบาลได้เลย 

แต่ท้องแม่มีอาการทุก ๆ ชั่วโมง แม่ก็เลยยังไม่ไปหาหมอ 

เป็นอาการนี้ติดกันอยู่สองวัน  พอวันเสาร์อาการนี้ก็หายไป  

 

 

วันอาทิตย์  แม่ก็เริ่มปวดเตือน แต่เป็นอยู่ครึ่งวันอาการก็เป็นปกติ 

แม่ก็เลยยังไม่ไปโรงพยาบาลอีก  

 

 

เมื่อถึงวันอังคาร  แม่ก็มีอาการปวดท้องตั้งแต่เช้า 

คอยสังเกตอาการตัวเองเป็นระยะ ๆ  แต่ก็ไม่เห็นมีน้ำเดิน 

ก็เลยยังไม่ไปโรงพยาบาล  

 

 

จนกระทั่งบ่าย ขณะกำลังอาบน้ำเห็นมีเลือดไหลออกมา 

ก็เลยตัดสินใจโทรบอกพ่อของหนูว่า แม่จะไปโรงพยาบาลแล้วนะ 

เพราะเป็นท้องแรก  ไม่รู้ว่าแบบนี้เรียกว่าใกล้คลอดแล้วรึยัง 

แต่อย่างไรก็ขอไปโรงพยาบาลให้อุ่นใจไว้ก่อน  

แต่งตัวยังไม่ทันเสร็จ  น้องเมย์ แฟน อาเอ็กซ์ เพื่อนสนิทของพ่อหนู 

ก็มาเคาะประตูเรียกแม่  บอกว่าเรียกแท็กซี่มารออยู่หน้าบ้านแล้ว 

เนื่องจากพ่อเป็นห่วงไม่อยากให้แม่ไปคนเดียว

ก็เลยโทรบอกให้ อาเมย์ ไปเป็นเพื่อนแม่ 

 

 

ไปถึงโรงพยาบาล บุรุษพยาบาลก็พาแม่นั่งรถเข็นไปส่งที่ห้องรอคลอด 

โดยมี อาเมย์  จัดการเรื่องเอกสารให้   

 

 

เป็นครั้งแรกในชีวิต  ที่โดนตรวจภายใน 

เพราะพยาบาลต้องเช็คว่าช่องคลอดเปิดกี่เซ็นต์แล้ว 

เจ็บมาก !!!!   

 

พยาบาลจะเอานิ้วแหย่เข้าไปในช่องคลอด 

เพื่อควานหาหัวเด็ก  ว่าลงต่ำแล้วรึยัง  

 

 

การที่จะคลอดโดยวิธีธรรมชาตินั้น ช่องคลอดต้องเปิดอย่างน้อยสิบเซ็นต์ 

แต่ช่องคลอดของแม่นั้น  ยังเปิดไม่ถึงเซ็นต์ 

พยาบาลเลยบอกให้แม่กลับบ้านไปก่อน 

เพราะโดยปกติการเปิดสามเซ็นต์แรกจะใช้เวลาประมาณ 3 - 4 วัน 

หรือบางคนก็นานเป็นสัปดาห์  

 

แต่แม่บอกว่า แม่ไม่ไหว เพราะปวดท้องมาตั้งแต่เช้า 

พยาบาลเห็นแม่หน้าซีดมาก จึงเห็นใจให้นอนค้างคืนนึง 

ซึ่งคืนนั้น  ก็เป็นคืนที่ไม่มีใครในห้องรอคลอดได้นอนเลยสักคน  

เพราะแม่แหกปากร้องครวญครางเสียงดังมาก   

เนื่องจากช่องคลอดเปิดอย่างรวดเร็ว 

จนพยาบาลสงสารเลยฉีดยาแก้ปวดให้   

แต่ก็ไม่สามารถระงับความเจ็บปวดได้ 

มันปวดมากจนแม่ต้องเอามือทั้งสองข้าง 

จับเหล็กข้างเตียง แล้วบีบแน่นจนแทบอยากจะขยำขยี้ให้เหล็กนั้นบี้แบน  

 

 

ยิ่งตกดึก    ยิ่งปวด     ยิ่งเพ้อ    เริ่มพูดคนเดียว 

ความรู้สึกตอนนั้น รู้ตัวทุกอย่างว่าทำอะไร   

แต่ไม่สามารถควบคุมสติสตังของตัวเองได้  

พยาบาลก็เดินเข้ามาเช็คความกว้างของช่องคลอดทุกชั่วโมง 

แล้วก็คอยรายงานเป็นระยะ ว่าช่องคลอดของแม่เปิดกี่เซ็นต์แล้ว   

 

 

พอรุ่งเช้า  ช่องคลอดของแม่ก็เปิดถึงสิบเซ็นต์ 

ภายในชั่วระยะเวลาคืนเดียว 

พยาบาลจึงลองให้แม่เบ่ง เพื่อดูว่ามีลมเบ่งหรือไม่ 

โดยมีพยาบาลคนหนึ่งช่วย ข่มท้อง 

พยาบาลอีกคนแหย่นิ้วเข้าไปในช่องคลอด ควานหาหัวเด็ก 

แล้วให้สัญญาณแม่ออกแรงเบ่ง  

 

 

ปรากฏว่า  แม่มีแรงเบ่งดี  อีกทั้งหัวลูกลงต่ำ 

พยาบาลจึงตัดสินใจพาแม่เข้าห้องคลอด 

โดยที่มีทั้งเลือดและน้ำคร่ำ  ไหลเปรอะเปื้อนเต็มตัว   

 

พอตั้งสติได้  ว่าตัวเองอยู่ในห้องคลอด 

แม่ก็มองหานาฬิกาก่อนอย่างแรก 

เพื่อดูว่าเป็นช่วงเวลาฤกษ์ดีหรือไม่ 

เพราะเคยคิดว่าหากเป็นช่วงเวลาที่ไม่ดี   

จะพยายามอดทนอั้นไว้  ไม่ยอมคลอด  

 

 

แต่บังเอิญเป็นช่วงเวลาฤกษ์งามยามดี 

แม่เลยตั้งสติ  แล้วพยายามเบ่ง 

ต้องใช้พยาบาลถึงสองคน ช่วยกันข่มท้อง เนื่องจากแม่ท้องใหญ่มาก  

และลูกก็ดิ้นหนีเก่งไม่ยอมออกจากท้องแม่ 

โดยมีอาจารย์หมอจากมหาวิทยาลัยหัวเฉียวอีกคน คอยรอรับลูกอยู่ 

 

 

นอกจากนี้  ก็ยังมีน้อง ๆ นักศึกษาพยาบาลจาก ม.หัวเฉียว  

ช่วยกันจับ และยืนลุ้นให้กำลังใจ  

พอลูกโผล่พ้นจากท้องแม่  เสียงเฮก็ดังลั่นห้องคลอด 

พยาบาลและน้อง ๆ นักศึกษา ต่างพากันมะรุมมะตุ้ม 

พาลูกของแม่ไปทำความสะอาด และชั่งน้ำหนักตัว  

 

   แม่ได้  ลูกสาว  น้ำหนักตัว  2,730 กรัม     

 

 

 

 

กะจะงีบเหมือนกัน ถ้าคุณหมอไม่บอกว่า 

ลูกของแม่ ออกท่าไม่ปกติ  เอาด้านข้างออก 

ทำให้แม่มีแผลหลายแผล  โดยเฉพาะแผลใกล้สะโพก ที่เป็นหลุมลึก 

สามารถเอานิ้วชี้เข้าไปแหย่ได้สุด แล้วชนกระดูกพอดี 

การเย็บแผลของแม่ จึงต้องวางยาสลบ 

แล้วให้อาจารย์หมออีกท่านที่มีความชำนาญเป็นผู้ทำแผล  

 

 

ตื่นมาอีกครั้งตอนเที่ยง สอดส่ายสายตามองหาลูก 

อยากเห็นหน้าลูกใจจะขาด ... 

 

 

พอน้องนักศึกษาพยาบาลเห็นว่าแม่ฟื้นแล้ว

ก็เข้ามาเปลี่ยนชุดให้ 

อาจารย์หมอที่เย็บแผลก็เดินเข้ามาถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง 

มึนไหม  เบลอไหม   แต่แม่ปกติ  ไม่มีอาการข้างเคียงใด ๆ   

 

 

น้องนักศึกษาเข็นเตียงพาแม่มาห้องพักฟื้นผู้ป่วย 

สักพักก็เข็นเตียงของลูกมาให้ 

ซึ่งแม่ก็ต้องแปลกใจ  ที่ลูกของแม่อยู่ในตู้อบ 

 

 

คุณหมอบอกว่า ลูกของแม่หายใจเร็วผิดปกติ 

จึงต้องอยู่ในตู้อบ เพื่อดูอาการ และรอผลการตรวจก่อน  

 

 

แม่ลุกขึ้นไปดูลูกในตู้อบ  ลูกยังไม่ลืมตา  และถูกต่อสายน้ำเกลือ 

ลูกเหมือนพ่อแทบทุกกระเบียด มีเพียงนิ้วมือและนิ้วเท้าเท่านั้น ที่เหมือนแม่ 

เห็นอาการลูกดูเป็นปกติ  แม่เลยใจชื้น นึกปลอบใจตัวเองว่าลูกคงไม่เป็นไร 

พรุ่งนี้แม่ก็คงได้ให้นมลูก  ได้อุ้มลูก   

 

 

พอเลิกงาน  พ่อของลูก  และเพื่อน ๆ  อีกทั้ง คุณตา ก็พากันมาเยี่ยมเรา 

ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ...  -  หนูเหมือนพ่อ  -   

 

คุณตา  นำหมูแผ่น ข้าวต้ม  ชาม  ช้อน แก้วน้ำ  มาให้ 

เพราะคุณยายเกรงว่า อาหารโรงพยาบาลบางอย่างจะแสลง  

จึงให้กิน หมูแผ่น ไปก่อน   

 

 

หลังจากทุกคนกลับไปแล้ว แม่ก็ผุดลุกผุดนั่งดูลูกอยู่ตลอด 

บางทีก็ช่วยเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูกของเตียงข้าง ๆ 

ที่เค้าผ่าออก  โดนบล็อกหลัง  ไม่สามารถดูแลลูกของตัวเองได้ 

โดยมีพยาบาล เดินมาดูอาการลูกของแม่ทุก ๆ ชั่วโมง   

 

 

พอ  5  ทุ่ม  ลูกเริ่มหายใจแรง  หน้าอกยุบลงลึกอย่างน่าตกใจ 

พยาบาลจึงตัดสินใจโทรตามคุณหมอ 

แล้วคุณหมอ  ก็มาทั้งชุดนอน  (  ชุดวอร์ม เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว ) 

พาลูกของแม่เข้าห้อง  I.C.U. 

 

 

 

 

 

 

 

  

 

 

 

   

 

 

 

๛๏ ลูกค้ำ ลูกคูณ ๏๛

posted on 11 Jun 2008 21:22 by sutthaorn

 

 

 ตั้งแต่แม่มีหนูอยู่ในท้อง  แม่รู้สึกว่าครอบครัวของเรามีความสุขมากขึ้น 

แม้แต่พ่อของหนูเองก็ยังออกปาก ว่า... ตั้งแต่มีหนู บ้านเรามีแต่เรื่องดี ดี    

 

 

ตั้งแต่เดือนเมษายน ที่พ่อของหนูเริ่มงานที่ใหม่    

ความจริงถ้าครบสามเดือนทางบริษัทเค้าก็จะปรับเงินเดือนให้อยู่แล้ว 

แต่วันดีคืนดี  ทางบริษัทก็โทรมาแจ้งว่า ตอนนี้ของราคาแพงขึ้น 

ทางบริษัทก็เลยช่วยค่าครองชีพให้อีกเดือนละหนึ่งพันบาท 

ก็เลยกลายเป็นว่า สิ้นเดือนนี้ นอกจากพ่อของหนูจะได้ปรับเงินเดือนแล้ว 

ก็ยังได้ค่าครองชีพเพิ่มเติมอีก ...    

 

 

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน ที่ผ่านมา 

พ่อของหนูก็ยังถูกหวยใต้ดินสามตัวบนตรง ๆ ได้เงินมาหมื่นกว่าบาท 

ทั้ง ๆ ที่ตั้งแต่เกิดมา พ่อไม่เคยถูกหวยเลยสักครั้ง 

ซึ่งปกติพ่อก็ไม่ชอบเล่นหวยด้วยแหละ  

แต่ที่ซื้อเพราะแม่ถาม พ่อก็เลยตื่นมางัวเงียเขียนเลขไปมั่ว ๆ 

ก็ไม่คิดว่าจะถูก  แต่ก็ดันถูก 

 

 

 

 

ส่วนแม่ก็ลองเสี่ยง ๆ ไว้  เพราะมีความรู้สึกว่าตัวเองจะมีโชค 

แต่ก็ไม่ได้จริงจัง ถึงขนาดต้องไปสรรหาเลขเด็ดมาแทง 

บางทีขี้เกียจซื้อหวย ก็เสี่ยงหยิบล็อตเตอรี่งวดละคู่ก็มี 

ครั้งนึงเกือบถูกรางวัลที่  4   พ่อหนูบ่นเสียดายยกใหญ่ 

ก็ถือว่าเป็นเรื่องขำ ขำ  สีสันของชีวิตอีกรูปแบบหนึ่ง    

 

 

ตอนนี้แม่ท้องหนู  9  เดือนแล้ว กำลังอุ้ยอ้าย 

เลยไม่ค่อยได้เปิดคอมมาอัพเดต เพราะนั่งนาน ๆ ไม่ไหว    พุงมันค้ำ      

 

 

เดือนที่แล้วแม่ก็เริ่มมีอาการปวดเตือน 

ช่วงนี้ ก็จะมีอาการปวดเมื่อยก้นกบ กับหัวเหน่า ทุกวัน 

เดินแทบไม่ไหว  เพราะมันปวดร้าวมาก เหนื่อยง่าย  เพลียง่าย 

ขนาดนั่งสวดมนต์แค่แป๊บเดียว ก็ยังเหนื่อยจนหายใจไม่ทัน 

ที่สำคัญ กินดุเดือดกว่าเดิม 

อย่างมื้อเย็น แม่ต้องกินสองรอบทุกวัน

พุงแม่เลยโตมาก  แต่ตัวไม่บวม ขาไม่บวม เพราะลงพุงหมด    

 

 

ส่วนหนูก็ยังดิ้นเก่งเหมือนเดิม 

แต่เคลื่อนไหวช้า ๆ สงสัยคงเป็นเพราะหนูตัวโตขึ้น เลยขยับตัวลำบาก 

แถมท้องแม่ก็แข็งมาก แน่นไปหมด    

 

 

โชคดีที่ตอนแม่เกิดใหม่ ๆ คุณยายเอาปูนแดงมาทาท้องให้ 

แม่ก็เลยพุงไม่แตกลาย เหมือนคนอื่น 

แต่ก็ต้องมาลุ้นอีกทีนะ ว่าจะท้องจะลายตอนหลังคลอดรึเปล่า

 

แฟนของเพื่อนพ่อแนะนำให้ทา ครีมนีเวีย ตลับสีน้ำเงิน 

แม่ก็เลยไม่ได้ทาครีมกันท้องลาย 

หลัง ๆ แม่จะเน้นทาแป้งตรางูเสียมากกว่า เพราะอากาศมันร้อนมาก 

เวลาทาแป้งเย็นทีไร  ลูกก็จะดิ้นแด๋ว ๆ ทุกที สงสัยลูกคงจะเย็น ...    

 

 

ความจริงคุณย่าตั้งใจจะลงมาอยู่ดูแลแม่วันเสาร์นี้ 

แต่บังเอิญ ความดันขึ้น อีกทั้งมีอาการปวดขา หลวงปู่เลยไม่อยากให้มา  

 

 

ตอนคุณย่าโทรมาบอกพ่อของหนู เสียงของท่านเหมือนจะร้องไห้ 

แม่ก็เลยโทรไปปลอบใจคุณย่า แต่ท่านก็ยังไม่วายย้ำว่า

หากหนูครบเดือนให้รีบพาไปหาเลยนะ 

คุณย่าอยากอุ้มหลานมาก ท่านรักหนูนะลูก     

 

 

ช่วงนี้แม่พยายามไปทำบุญบ่อย ๆ 

ตั้งใจไว้ว่า จะทำไปเรื่อย ๆ จนกว่าแม่จะคลอด 

ตอนนี้ก็ลุ้นอยู่ว่าหนูจะคลอดวันไหน เพราะนั่งคำนวณดูวันไว้หมดแล้ว 

แต่เป็นเพราะคลอดธรรมชาติ เลยกำหนดวันไม่ได้ ต้องลุ้นเอา ...    

 

 

    

 

 

 เมื่อวานนี้   อิม  ซัง  อ๊ก  อวสาน ...   

แม่ก็เลยใจจดใจจ่ออยู่หน้าจอทีวี 

แล้วตอนหนึ่งในเรื่อง ที่   อิม  ซัง  อ๊ก   คุยกับ  ปาร์ค  ดา  นุง 

ถึงความรักที่คนทั้งสองมีต่อกัน  แต่ไม่สมหวัง  

 

-  ก็ทำให้พาลนึกถึงใครบางคนที่เป็น  รักแรก  ของแม่  - 

 

 

  รักครั้งแรกของ แม่ เกิดขึ้น  เมื่อตอนสอบเข้า  ม. 1

แม่  นั่งสอบข้างหลัง เค้า

ตอนแรก ก็รู้สึกหมั่นไส้ใน  ความขี้เก๊ก  ของ เค้า  

แต่มองไปมองมาก็รู้สึกว่า     -  น่ารักดีแฮะ  -    




พอดีขณะที่นั่งสอบ  เค้า ทำยางลบหล่น

กระเด็นมาตรงเท้า แม่ พอดี

พอ เค้า หันหลังมา   จะก้มเก็บยางลบ

แม่ ก็แกล้งเตะยางลบกระเด็น  แล้วยักคิ้วให้ เค้า แบบกวน ๆ

เค้า ก็มองหน้า แม่  แบ่บ ประมาณว่า   เออ ...  ฝากไว้ก่อน  



พอผลสอบเข้า  ม. 1 ออกมา  

ก็ปรากฏว่า แม่ กับ เค้า สอบติดด้วยกันทั้งคู่

แถมยังได้มาอยู่ห้องติดกันอีก...



แม่ อยู่ห้อง  5 เป็นห้อง  คณิต - อังกฤษ

เค้า อยู่ห้อง  4 เป็นห้องเด็กที่มีพรสวรรค์ทางด้านดนตรี




ด้วยความที่ห้องเราอยู่ติดกัน

แม่ ก็เลยใช้ให้เพื่อนไปสืบข้อมูล

จึงรู้ว่า เค้า ชื่อ     ออสก้าร์




แล้วเวลาที่ ห้อง  4 มีโชว์การแสดงบนเวที

แม่ก็จะเป็นตัวตั้งตัวตี   ลากเพื่อน ๆ ไปดูเค้า



คนส่วนใหญ่  จะหมั่นไส้  ที่เค้าขี้เก็ก  ดูเป็นคนหยิ่ง ๆ

แต่  แม่  กลับมองว่า ...    เวลาเค้าเล่นดนตรีอยู่บนเวที  

เค้าเป็นผู้ชายที่มีใบหน้าอ่อนโยน สุด สุด  

เวลามองเค้าแล้ว  เหมือนมีแรงดึงดูดมหาศาล

ทำให้ไม่สามารถละสายตาไปสนใจอย่างอื่น ที่นอกเหนือจาก เค้า ได้




ด้วยความที่อยากให้  เค้า  มี  แม่ อยู่ในสายตาบ้าง

แม่ก็เลยเริ่มทำกิจกรรม  เวลาที่โรงเรียนมีงาน




ปรากฏว่า  ก็เริ่มมีหนุ่ม   เข้ามาจีบ

ทั้ง   ที่ความจริงอ่ะ  ขอแค่  เค้า  คนเดียวที่มองแม่

ก็     -  เป็นปลื้ม  -     มากมายแล้ว....

แต่ก็สงสัยว่าเค้าคงไม่เคยรู้

เค้า ก็เลยไม่เคยหันมามองแม่บ้าง ...




จนกระทั่ง  ขึ้น ม. 3

ก็เหมือนฟ้าเป็นใจ  ให้มีการเปลี่ยนแปลง

แม่ กับ เค้า ได้ถูกย้ายให้มาเรียนอยู่ห้องเดียวกัน

เป็นอะไรที่ดีใจ สุด สุด




เลยยอมเปิดเผยความในใจ

ให้เพื่อนสนิทรู้  บอกกับเพื่อนว่า...


 เราชอบ   ออสก้าร์   อย่าบอกใครนะ  




ปรากฏว่า เพื่อนสนิทก็สุดแสบ

ดันหันไปกระซิบบอกเพื่อนที่นั่งข้างหลังว่า


 
แก ...  แก ... ไอ้โอ๋  มันชอบ  ออสก้าร์  อย่าไปบอกใครนะ ...




โอ้โฮ .... เร็วเสียยิ่งกว่า  ไฟลามทุ่ง  ไม่ถึง 10 นาที

ก็รู้กันทั้งห้อง  เพราะเพื่อนมันดันตะโกนบอกกันเป็นที่สนุกสนาน


สุดแสนจะ อ๊าย  อาย .... แม่ไม่น่าพลาดเล้ยยย  ...




ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา

เพื่อน ๆ ก็เชียร์เราทั้งคู่ตลอด  

แซวกันเป็นที่เฮฮา สนุกสนาน




ทุกครั้งที่โดนแซว  เค้า ก็ได้แต่ อมยิ้ม  ไม่พูดอะไร

แม่  ก็เลยเดาใจไม่ถูก  ว่าตกลงคิดยังไงกันแน่หว่า ...

จะให้ถามตรง ตรง  ก็  เขิลล์   อ่ะ     




จวบจนกระทั่ง จบ ม. 3

แม่ไปเรียนต่อชั้น  ปวช.  ที่  B.B.C.




อยู่มาวันนึง

ขณะเดินออกจากโรงเรียนจะไปขึ้นรถเมลล์กลับบ้าน

ก็เห็น เค้า เดินสวนมา ผูกเนคไทด์แดงมาเชียว




พอ เค้า เห็น แม่

เค้า ก็ทำหน้าดีใจ

ส่วน แม่ น่ะเหรอ...

ไม่ต้องบอกก็น่าจะพอเดากันได้  ว่า ยิ้มหน้าบาน ไม่ยอมหุบ เลย น่ะ สิ




แล้ว เค้า ก็เดินตามไปส่ง แม่ ที่ ป้ายรถเมลล์

ก่อน แม่ จะขึ้นรถ  เค้า ก็ชม ว่า ... แม่น่ารักกว่าเดิม

ทำเอาแม่ปลื้ม จนแอบเก็บไปฝันหวานเสียหลายวันเลย  



จนกระทั่ง  แม่เรียนจบ ปวช. 3  

 

... ในงานเลี้ยงส่ง ...


แม่ ก็เจอ เค้า อีก

เค้า พา  แฟน  มาแนะนำให้ แม่ รู้จัก

แฟน เค้า สวย เซ็กซี่ มาก มาก

แล้วนิสัยก็น่ารัก  คุยดี



แม่ เลยใจแป้ว ...

เพราะมั่นคงกับเค้าไม่เคยเปลี่ยนแปลง

แต่เห็นเค้ามีความสุข  มีแฟนสวย    ก็ดีใจด้วย




ในงานคืนนั้น

เราก็ได้มีโอกาสแลกเบอร์โทร และ อีเมลล์ ของกันและกันไว้




หลังจากนั้นก็โทรคุยกันบ่อย ๆ ในฐานะเพื่อนที่ดีต่อกัน

เพียงแค่ได้รู้สุข  ทุกข์  ของเค้าบ้าง  มันก็รู้สึกดี   ถึงเค้าจะมีใครก็ช่างเหอะ

ขอแค่ได้แสดงความห่วงใยเค้าบ้าง ก็มีความสุขแล้ว ...




จนกระทั่งแม่เรียนอยู่มหาลัย ปี  2

เค้า ก็มีแฟนแล้วเลิกไปหลายคน

แต่ละคนก็ล้วนแต่หน้าตาดี ...




คืนนึง เค้า ก็โทรมาหา แม่

ถามว่า .... แม่ ยินดีจะเป็นแฟนกับ เค้า มั้ย ?

ถึงจะ งง  อึ้ง  แต่ก็ดีใจ

เพราะเหมือนกับเป็นอะไรที่แม่รอคอยมาแสนนาน

นานจนไม่คิดว่าจะมีวันนี้




แม่ก็เลยถาม เค้า ไปตรง ตรง ว่า   คิดไงมาขอคบเป็นแฟน

เค้า ก็บอกว่า ...       

       

 

               เค้า แพ้ความดีของ แม่

 

 

 

เพราะไม่มีผู้หญิงคนไหนที่จะมั่นคง และอดทนรอ ได้เท่ากับ แม่

แต่ในช่วงนั้น แม่ของเค้า บังคับให้ไปเรียนต่อที่ ออสเตรเลีย

ถ้าหาก แม่ ตอบ ตกลง  เค้าสัญญาว่า เค้าจะกลับมาหา แม่ อย่างแน่นอน



ตอนนั้น แม่ รู้สึกเศร้ามาก  เหมือนโดนลูบหลัง แล้วตบหัว ให้  มีน งง

 

พอตั้งสติได้ แม่ ก็บอกกับ เค้า แค่เพียงว่า ...     

 

 

 

              -  คู่กันแล้ว  ไม่แคล้วกัน  -





ไม่ใช่ว่า แม่ รอ เค้า ไม่ได้  

แต่ แม่ คิดว่าถ้าเค้าไปอยู่ที่โน่น

เค้า น่าจะมีโอกาสได้เจอใครที่ดีกว่า แม่

ไม่อยากเห็นแก่ตัว ถ่วงความเจริญของ เค้า

ก็เลยพูดออกไปแบบนั้น  ...




หลังจากที่ เค้า บินไปที่ ออสเตรเลีย

เรา ก็เขียนจดหมายติดต่อกัน ...




แล้ววันหนึ่ง จู่ ๆ ก็มีผู้ชายที่ไม่รู้จัก  มาขอ แม่ แต่งงาน

โดยมาสู่ขอกับ  คุณยายของลูก

ด้วยเหตุผลที่ว่า  ชอบที่แม่เป็นคนขยัน


เค้า เคยพา พ่อแม่ของเค้า มาแอบดู แม่  เวลาแม่ช่วยคุณยายขายของ

พ่อแม่ของเค้าก็ชอบ  อยากได้เป็นลูกสะใภ้




แม่ก็เลยเขียนเล่าให้เค้ารู้

ซึ่งบังเอิญว่ามันเป็นจดหมายฉบับสุดท้าย

ที่เราได้ติดต่อกัน ...




เนื่องจากครอบครัวของแม่ ประสบมรสุมชีวิตครั้งใหญ่

เราจึงขาดการติดต่อกันนับแต่บัดนั้น เป็นต้นมา...




จนกระทั่ง ปี  2547

แม่ ทำความสะอาดห้อง  แล้วเจอ กระดาษจดอีเมลล์ของเค้า

เลยลองออน MSN  คุยดู

ปรากฏว่า เค้า ยังใช้ อีเมลล์ นี้อยู่




พอเค้ารู้ว่าเป็น แม่ ...

ประโยคแรกที่เค้าถาม คือ     แต่งงานหรือยัง ? 

แม่ เลยตอบ เค้า ว่า     ยัง 




หลังจากนั้น ไม่นาน

เค้า ก็บินมาหา  แม่ ที่เมืองไทย




บังเอิญบ้านเค้าที่เมืองไทย อยู่ใกล้กับ ที่พักของ แม่

พอถึงเมืองไทย  เค้าก็รีบขับรถมาหา

เราไปทานข้าวด้วยกัน

นั่งคุยกันเหมือนกับ

 

... มีแค่ เรา สองคน ...




แล้ว  เค้า  ก็สารภาพว่า  รักแม่  ตั้งแต่ตอนอยู่ ม. ต้น  

แต่ไม่กล้าบอก เพราะตอนนั้นยังเด็กมาก

อาย ....





แต่วันนี้ ที่ต้องบอก

เพราะว่า  แม้เวลาจะผ่านไป  เป็นสิบปี

ความรู้สึกของ เค้า ก็ยังเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง ....




ยิ่งตอนที่ แม่ ตอบเค้าทาง MSN ว่ายังไม่แต่งงาน

เค้า  ดีใจ จนน้ำตาไหล





เรา ไปเที่ยวทะเล  ด้วยกัน

มี  แม่  เค้า และ เพื่อน ๆ ของแม่

ตลอดเวลา เค้า เทคแคร์   ดูแล  เอาใจใส่  แม่  เป็นอย่างดี 

จนเพื่อน ๆ พากันอิจฉา



มันเป็นช่วงเวลาที่ แม่ รู้สึกว่า .... มีความสุขมาก มาก

แทบไม่นึกไม่ฝัน ว่าระหว่างเรา จะมีวันดี ดี แบบนี้





เค้า ให้ แม่ สัญญา ว่าอีก 10 ปี ข้างหน้า

เค้าจะมี มรดก  ให้  แม่   .... ห้ามปฏิเสธ  .....

เพราะมันเป็นสิ่งที่ เค้า อยากทำให้ผู้หญิงที่ เค้า รัก จริง จริง





รูปภาพที่เค้าถ่ายให้ … เป็นรูปที่ แม่ ชอบที่สุด

เพราะ แม่ ไม่เคยรู้ตัวเลย

ว่าเป็นมุมไหนของตัวเอง  ที่ดูดี

แต่ เค้า สามารถหามุมที่ดูดีของ แม่ ออกมาได้ 



แค่มองหน้ากัน

ไม่ต้องพูดอะไร   ก็รู้ .... ว่า เรา รักกันแค่ไหน

มันเป็นความรู้สึกที่มั่นคงไม่เคยเปลี่ยน

และ ไม่เคยที่จะลดน้อยลงไป

ไม่ว่าวันเวลาจะผ่านไปนานเพียงใดก็ตาม ....


 
... แต่ ความสุข  ก็มักจะอยู่กับเราไม่นาน  ...



วันหนึ่ง  เค้า  ก็สารภาพว่า

ช่วงที่เราขาดการติดต่อกัน

เค้า เข้าใจว่า แม่ แต่งงานไปกับ ผู้ชาย คนนั้นแล้ว

เค้า พยายามติดต่อกับ แม่  หลายครั้งหลายหน

แต่ก็ไม่สามารถติดต่อได้เลย





หลังจาก  ออสก้าร์  ต้องทนอยู่กับความเหงาประมาณสองปี

เนื่องจากไม่มีญาติพี่น้องที่นั่น




เค้า  ก็ตัดสินใจอยู่กินกับ สาวญี่ปุ่น  

โดยที่ผู้หญิงคนนั้นรู้เรื่องราวของ แม่ ทุกอย่าง

และเค้าก็เต็มใจ ให้ ออสก้าร์ บินกลับมาหา แม่ ที่เมืองไทย





แม่   จึงรู้สึกว่า ผู้หญิงคนนี้ เป็นคนดี

เค้าคู่ควร กับ ผู้ชาย ที่แม่รัก ...




เมื่อ ออสก้าร์ โทรมา  จึงตัดสินใจไม่รับสาย   

เพราะ แม่ ยังรู้สึกเจ็บปวด  และน้อยใจในโชคชะตา




จนกระทั่ง  เพื่อนสนิทของแม่โทรมาหา

บอกว่า ออสก้าร์ ขับรถไปหาที่บ้าน  

เค้า  ร้องไห้ ....

บอกกับเพื่อนสนิทของแม่ว่า ... 

เค้า รักแม่ด้วยใจจริง  ไม่เคยคิดจะปิดบัง หรือ หลอกลวง




แต่ถ้าจะให้ทิ้งผู้หญิงคนนั้น มาคบกับแม่


เค้า ก็ไม่ใช่  ลูกผู้ชาย !!!





เค้า อยากให้  แม่  ไปเรียนต่อที่ ออสเตรเลีย

เพราะ เค้า มีกรีนการ์ด

เค้า สัญญาว่าจะช่วยเหลือ แม่ ทุกอย่าง

เค้า อยากให้ แม่ มีอนาคตที่ดี  อยากเห็น แม่ มีความสุข





แม่ จึงตัดสินใจโทรหา เค้า

อวยพรให้ เค้า มีความสุข กับ ผู้หญิง คนนั้น

บอกกับ เค้า ว่า ...  ไม่ต้องเป็นห่วง

ถ้าวันหน้า  แม่  เจอผู้ชายที่ดี

แม่ก็จะพิจารณาเหมือนกัน...





หลังจากที่เค้าบินกลับไป

เราก็ยังออน   MSN  คุยกันบ่อย ๆ

ยิ่งคุยกัน  ก็ยิ่งมีความรู้สึกว่า  



รัก ...


รัก มาก ...


รัก มาก มาก ...




ถ้าปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไป

ต้องตัดใจไม่ได้อย่างแน่นอน

แม่  ไม่อยากผิดศีลข้อสาม


 ... จึงตัดสินใจเก็บ  ออสก้าร์  ไว้  เพียงความทรงจำที่ดีตลอดไป ....      

 

 

 

  ความรักของแม่ในครั้งนั้น  ก็เหมือนกับความรักของ   ปาร์ค  ดา  นุง 

 

ที่แม้จะรัก และ ผูกพันธ์ กับ  อิม  ซัง  อ๊ก  มากเพียงใด 

 

นางก็รัก  อิม  ซัง  อ๊ก   ได้เพียงแค่  ... ในฝัน ...        

 

 

 

 

ป.ล.   แม่ขอนอกใจพ่อ คิดถึงรักแรกหนึ่งวัน  

โทษฐานที่ทิ้งแม่ไปเล่นสงกรานต์สนุกสนานอยู่คนเดียว  เชอะ !!!



 

 

 

 

 

  วันนี้ พ่อของหนูงอนแม่ เพราะ แม่จำไม่ได้ว่าเมื่อวานเป็นวันอะไร   

ประกอบกับ เมื่อวาน พ่อของหนู พึ่งจะเริ่มงานที่ใหม่ แม่ก็เลยลืมไปเสียสนิท ....   

 

 

 

7  เม .ย .  49  เป็นวันที่เราสองคนนัดเจอกันเป็นครั้งแรก  

แม่ยังจำได้ว่าเรานัดเจอกันที่ สยามพารากอน 

แถมยังถามย้ำแล้วย้ำอีก ว่า   

มาสยามพารากอนถูกรึเปล่า ? รู้จักสยามพารากอนไหม ?    

 

เพราะรู้แค่ว่าพ่อหนูพึ่งเข้ามาทำงานที่กรุงเทพได้ไม่ถึงเดือน 

ก็เลยเกรงว่าจะมีคนบ้านนอกมาหลงกรุง ... 5 5 5    

 

 

แต่ที่ไหนได้  ความจริงแล้วพ่อของหนูรู้จักกรุงเทพดีกว่าแม่เสียอีก 

เพราะเกิดและเข้าเรียนในวัยเด็กที่กรุงเทพ   

พึ่งจะย้ายไปเพชรบูรณ์ก็ตอนเป็นวัยรุ่น 

แม่ก็เลยปล่อยไก่ไปเสียตัวเบ้อเริ่ม  เอิ๊ก เอิ๊ก   

 

 

แม่ไม่ได้ชอบพ่อของหนูในครั้งแรกทันที เพราะพ่อของหนูทั้งอ้วน ทั้งดำ 

ในขณะที่แม่มีตัวเลือกเยอะ แล้วก็มีแต่คนขาว ขาว มาชอบ 

แม่ก็เลยคิดกับพ่อแค่เพื่อน   

 

 

พอหลังจากที่เรานัดเจอกันครั้งที่สอง 

คืนนั้น พ่อของหนูก็โทรมาขอให้แม่พิจารณาเค้าอีกคน 

ซึ่งแม่ก็บอกไปตามตรงว่า   ได้  

แต่แม่ขอโอกาสเลือกนะ เพราะแม่จะสามสิบแล้ว 

เลยต้องขอเลือกคนที่ดีที่สุด    

 

 

จนกระทั่งกลางเดือนกรกฎาคม ปี 49 

คุณยายของหนู ก็มาหาแม่ในคืนวันหนึ่ง 

บอกว่า มีคนอเมริกันมาขอแม่กับคุณยาย 

แล้วคุณยายก็อยากให้แม่แต่งงานกับคนนี้ 

เพราะว่ารวยมาก แม่จะได้สบาย ไม่ลำบาก   

 

ข้อสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ แม่เคยคบคนไทยเป็นแฟนมาแล้วสองคน 

ก็ล้วนแต่เป็นคนไม่ซื่อสัตย์  มักมาก ไม่รู้จักพอ   

 

คุณยายก็เลยไม่อยากให้แม่มีสามีเป็นคนไทย 

เพราะ ผู้ชายไทยหาคนดีมีความรับผิดชอบ ที่รักจริง และซื่อสัตย์ยาก ...   

 

หลังจากที่ คุณยายของลูก กลับไปแล้ว แม่ก็เลยโทรไปบอก คุณพ่อ  

โดยที่แม่ไม่เคยคิดเลยว่า พ่อของหนูจะจริงจังกับแม่ 

เพราะเราพึ่งจะคบกันไม่นาน แล้วพ่อของหนูก็อายุน้อยกว่าแม่   

 

แต่ปรากฏว่า   พ่อของหนู อึ้ง...เงียบไปสักพัก 

แล้วขอร้องแม่ว่า ก่อนที่แม่จะตกลงใจแต่งงานกับชาวต่างชาติ 

ขอให้พ่อมีโอกาสเข้าไปพูดคุยกับคุณยายของลูกก่อนได้ไหม  

 

และเมื่อนัดเจอกัน คุณยาย ซึ่งไม่อยากมีลูกเขยคนไทยอยู่แล้ว 

ก็ท้าพ่อของหนูว่า ..   ถ้ารักจริงก็ให้เอาแม่มาขอ ...     

 

คุณย่าของหนูก็เลยมาสู่ขอแม่ แล้วเราก็ได้แต่งงานกันใน  วันที่ 9 ตุลาคม 2549 

นับว่าเป็นระยะเวลาที่คบหาดูใจและลงเอยกันอย่างรวดเร็วมาก   

 

 

 

ปัจจุบันเราก็ยังหวานชื่นกันดีอยู่ 

แม้จะมีเรื่องระหองระแหงกันบ้าง ตามประสาลิ้นกับฟัน  ...  

 

 

พ่อของลูก บอกว่าจะพยายามทำทุกอย่าง เพื่อไม่ให้คุณยายว่าเอาได้

ว่าเอาลูกสาวเค้ามาแล้ว เลี้ยงไม่ดี 

ซึ่งก็ต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์นะ  ว่าพ่อของหนูจะทำได้จริงรึเปล่า   

 

 

 

ตอนนี้ แม่มีหนูอยู่ในท้องเกือบเจ็ดเดือนแล้ว  

ส่วนใหญ่  หนูจะตื่นมาดิ้น ถีบท้องแม่ ตอนเช้า เช้า 

สาย สาย หนูก็จะหลับ พอเที่ยง เที่ยง บ่าย บ่าย ก็จะดิ้นบ้าง   

แล้วก็จะหลับยาวไปจนถึงประมาณ ตี 1 

หนูถึงจะตื่นมาดิ้น มาถีบอยู่ในท้องแม่อีกหน 

แต่มันก็จะเป็นเวลาที่แม่หลับ แม่ก็เลยไม่รู้ว่าหนูหลับพร้อมแม่ไปอีกทีตอนไหน   

 

 

ช่วงนี้ แม่ชอบกินของหวาน   โดยเฉพาะ แฟนต้าน้ำเขียว ที่ต้องกินเกือบทุกวัน  

ถ้าวันไหน แม่กินอะไรเผ็ด เผ็ด หนูก็จะดิ้นแด๋ว แด๋ว 

แม่เลยมั่นใจ ว่าลูกต้องกินเผ็ดไม่เก่งเหมือนแม่ .... ชัวร์   

 

แม่ไม่ค่อยเปิดเพลงให้หนูฟัง 

แต่แม่ชอบเปิดบทสวดเจ้าแม่กวนอิม กับบทสวดมนต์ให้หนูฟังแทน 

เวลาที่หนูโตขึ้น จะได้เคยชินกับการสวดมนต์ไหว้พระ   

 

 

 

แล้วที่ ฮิต อีกอย่างหนึ่งก็คือ คนรอบข้างชอบมาทาย

ว่าลูกในท้องแม่จะเป็นชายหรือหญิง 

ซึ่งส่วนใหญ่ จะทายว่าเป็น  หญิง   

 

เพราะแม่หน้าตาอิ่มเอิบ  ผิวพรรณผ่องใส  ใบหน้าเกลี้ยงเกลา 

อารมณ์ดี   ไม่ขี้หงุดหงิด   ไม่เจ้าอารมณ์  ใจเย็น 

ส่วนลักษณะท้อง ก็จะใหญ่  กลม  และสูง    

 

 

ในขณะที่ส่วนน้อยทายว่า แม่จะได้  ลูกชาย 

เพราะท้องแม่ เป็นลักษณะที่เรียกว่า  ท้องม้า   คือ  ท้องใหญ่  และ  ยาว   

 

 

 

มีอยู่วันหนึ่ง ขณะที่ แม่นั่งคุยอยู่กับ ฟ้า น้องแถวบ้าน 

ก็มีแขกโพกผ้า หน้าตาคมคาย หุ่นสมาร์ท มาทักแม่ว่า ...  

 

แม่จะเป็นเศรษฐี แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้  

 

 

แม่ก็ได้แต่ยิ้มรับ เพราะถึงแม้เค้าทายไม่แม่น 

แต่การที่เค้าทักในสิ่งที่ดี ก็เหมือนกับมีคนให้พร แม่คิดอย่างนี้นะ ... 

 

แล้วเค้าก็ทายต่อว่า ... 

 

แม่อยากได้ลูกสาว แต่พ่อของหนูอยากได้ลูกชาย 

 

น้าฟ้า ของหนูที่นั่งฟังอยู่ด้วยก็เลยหัวเราะ เพราะเค้าทายแม่น  

 

แม่ก็เลยถามเค้าไปว่า แล้ว แม่ จะได้ลูกสาว หรือ ลูกชาย 

เค้าก็ทายว่า ...  แม่จะได้ลูกชาย  

 

อ่ะ ถ้าเป็นลูกชายจริง จริง  หนูก็ต้องใส่แต่เสื้อผ้าสีชมพูละสิ 

เพราะแม่เตรียมไว้แต่ สีชมพู  เอิ๊ก เอิ๊ก   

 

แล้วเค้าก็ยังทายแม่ กับ ฟ้า อีกหลายอย่าง 

ส่วนใหญ่ก็สามารถทายได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ 

ส่วนที่เหลือ ก็คือ สิ่งที่ยังมาไม่ถึง ซึ่งต้องให้อนาคตเป็นเครื่องพิสูจน์    

 

 

 

แม่อยากเห็นหน้าหนูเร็ว เร็วจัง 

 

อยากรู้ว่าหนูจะหน้าตาเหมือนใคร ระหว่างพ่อกับแม่ 

 

หรือจะเหมือนทั้งพ่อและแม่ 

 

ถ้ายังไงแล้วก็อย่าลืม เอาส่วนดีของพ่อ กับแม่ ไปรวมอยู่ในตัวหนู 

 

.....นะลูกนะ.....  

 

 

 

 ๏  พ่อของหนูตอนเป็นหนุ่ม   

 

 

 

    ๏  พ่อของหนูในปัจจุบัน   

 

  

    

 

 ๏  แม่ของหนูตอนเป็นสาว   

 

 

 

 

 ๏  แม่ของหนูในปัจจุบัน 

 

   

 

 

 

 

    ** แล้วลูกของแม่ล่ะ  จะหน้าตาเป็นอย่างไรนะ ? **       

 

 

 

 

 

หมอบอกว่ากำหนดการคลอดของแม่ คือ ประมาณ วันที่ 2 ก.ค. 2551

 

          แต่อาจจะคลาดเคลื่อนคลอดก่อนหรือหลังได้ประมาณ 1 สัปดาห์ 

 

 

 

 

ดังนั้น  แม่จึงเตรียมตั้งชื่อไว้ให้ลูกของแม่  ทั้งชื่อเล่น และ ชื่อจริง 

 

          โดยมีการถกเถียงกับพ่อของลูกเป็นพัก พัก 

 

 

 

ตอนแรกแม่ตั้งใจจะตั้ง ชื่อเล่น ของลูกโดยใช้  ดาวลาภะ 

 

ซึ่งเป็นหลักที่นักโหราศาสตร์ส่วนใหญ่นิยมใช้ตั้ง 

 

แต่พ่อของลูกไม่ยินยอม เพราะชื่อเล่นพ่อของลูกเป็นตัวอักษร  ต. 

 

พ่อของลูกจึงอยากให้  ชื่อเล่นลูกคนแรกเป็นอักษร ต. เหมือนกัน

 

          ( ไม่ค่อยจะบ้าพลังเลยเนอะลูกเนอะ ) 

 

 

 

ความจริง แม่ อยากใช้ตัวอักษรชื่อเล่นของลูกเป็น ดาวลาภะ มาตั้งมากกว่า

 

แต่เมื่อคำนวณดูแล้ว เห็นว่า ตัวอักษร  ต.  เป็น ดาวกลาง ๆ ไม่ดีไม่เสีย

 

          ก็เลยหยวน ๆ ตามใจพ่อเค้า 

 

 

 

พ่อของลูกไล่ชื่อเล่นที่เป็นอักษร  ต.  มามากมายหลายชื่อ

 

แต่ที่เข้าตากรรมการ ก็ได้มาแค่ เพศหญิง และ เพศชาย อย่างละชื่อเท่านั้น 

 

โดยเน้นชื่อที่ฟังดูเป็นไทย ๆ แต่มีเลขศาสตร์ และ รหัสกำลังดาวดี

          เอาไว้ก่อน 

 

 

 

 

ถ้าหากลูกของแม่เป็น ผู้ชาย จะให้ชื่อว่า  -  น้องตั้น  -

 

แต่ถ้าเป็น ลูกสาว แม่จะให้ชื่อว่า  -  น้องลูกตาล  -

 

 

 

 

แต่ถ้าบังเอิญเป็นฝาแฝด ชายคู่ หรือ หญิงคู่ 

 

แม่ก็มีชื่อเล่นสำรองชาย หญิง อีกอย่างละชื่อ

 

 

( ซึ่งความจริงก็ยังไม่ถูกใจเท่าไหร่ แต่มันยังหาไม่ได้

 

          ก็เลยเอาเป็นชื่อสำรองเผื่อไว้ก่อนนะลูก )

 

          คือ   น้องตุ้ย กับ น้องลูกจัน 

 

 

 

 

ส่วนชื่อจริง แม่ก็ตั้งไว้ให้ลูกแล้ว 

 

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฤกษ์คลอด  แม่ก็คำนวณโหราศาสตร์เตรียมไว้หมดแล้ว 

 

ว่าเป็นวันไหน เวลาอะไร 

 

 

 

 

แต่คิดไปคิดมา  แม่ไม่อยากจะผ่า

 

เพราะแม่ยังอยากมีน้องไว้เป็นเพื่อนเล่นหนูอีกสัก 2-3 คน ( ถ้ามีปัญญา ) 

 

แม่ก็เลยเลือกที่จะคลอดตามธรรมชาติดีกว่า

 

         ซึ่งก็ต้องวัดดวงเอา ว่าลูกของแม่จะคลอดในวันไหน 

 

 

 

ทุกครั้งที่มีโอกาสได้ทำบุญ แม่ก็เลยอธิษฐานขอให้ผลบุญ

 

ช่วยส่งผลให้ลูกของแม่คลอดง่าย ในวันดี เวลาดี ฤกษ์ดี 

 

 

แข็งแรงสมบูรณ์ครบ 32 ประการ เป็นเด็กดี ว่านอนสอนง่าย

 

เลี้ยงง่าย ไม่งอแง กตัญญูรู้คุณคน อ่อนน้อมถ่อมตน 

 

 

และมีใจใฝ่คุณธรรม  

 

 

 

การตั้งชื่อจริงยุ่งยากกว่าชื่อเล่น เพราะแม่ใช้หลักโหราศาสตร์ถึงแปดศาสตร์

 

ในการเฟ้นหาชื่อที่ดีที่สุดมาตั้งให้ลูก ทั้งเพศหญิงและชาย

 

          ( เพราะแม่ไม่รู้ว่าหนูจะมีจู๋หรือมีจิ๋ม ) 

 

 

 

 

ซึ่งถ้าดูจากพื้นดวงของแม่  ลูกคนแรกต้องเป็นลูกชาย

 

 

แต่ถ้าหากดูจากพื้นดวงของพ่อจะเป็นลูกสาว

 

          ก็เลยมีเปอร์เซ็นต์อย่างละครึ่ง ไว้ลุ้นเอาตอนคลอด 

 

 

 

 

ศาสตร์ที่แม่ใช้ในการตั้งชื่อลูก ก็จะมี  โหราศาสตร์มอญ  พม่า  เลขศาสตร์

 

รหัสกำลังดาว   มหาทักษา   ธาตุ   ศาสตร์ ๒๕๖  และ จักราศี 

 

 

 

 

เพราะฉะนั้นขอให้ลูกจงมั่นใจว่าชื่อที่แม่ตั้งให้

 

 

คือ ชื่อที่แม่ได้เลือกเฟ้นมาเป็นอย่างดีที่สุดแล้ว

 

          เพื่อให้เข้ากับนามสกุลพ่อของลูก ( ซึ่งเป็นโจทย์บังคับเปลี่ยนไม่ได้ ) 

 

 

 

 

ดังนั้น หากลูกของแม่เป็นลูกสาว เวลาหนูจะแต่งงาน

 

ต้องเอา นามสกุลว่าที่สามี มาให้แม่เช็คก่อนนะลูก 

         

ว่าเข้ากับชื่อของหนูได้หรือเปล่า แม่จะได้ให้คำแนะนำในการแก้ไข

 

           ให้แก่ลูกได้ 

 

 

 

 

  สุดท้ายนี้  ด้วยความดีที่แม่สั่งสมมา ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์จงบันดาล

 

 

ให้คำอธิษฐานของแม่จงเป็นจริงทุกประการ